- ผู้สูงวัยไทยไม่แก่เกินเทค!! เปิดว้าว 3 ข้อมูลเทคฯมัดใจคนวัย 50+ “ Health Tech , Smart Home & Lifestyle และ AI-Powered Solutions” พร้อมชี้กับดักสำคัญฉุดคนสูงวัยไม่กล้าใช้เทคโนโลยี “ระบบซับซ้อน – กลัวข้อมูลหลุด” ยังมาวิน
- เปิดกลยุทธ์ 5A ที่ภาคการตลาดต้องใช้มัดใจคนสูงวัย “เข้าถึงง่าย – ให้ความมั่นใจ – ใช้แล้วรู้สึกอิสระ – คุ้มค่าในระดับลึก – รู้สึกผูกพัน” ปลุกคนสูงวัยวิ่งตามทันโลก


















วิทยาลัยการจัดการมหาวิทยาลัยมหิดล(CMMU) เปิดผลวิจัย“Silver Age Technology Adoption” เผยข้อมูลสุดเซอร์ไพรส์ลบภาพจำ “ผู้สูงวัยตามเทคไม่ทัน” ชี้กลุ่ม Silver Age หรือ 50+ คือ ผู้บริโภคดิจิทัลเต็มรูปแบบ 95% ครอบครองสมาร์ตโฟน 61% ใช้แท็บเล็ต 94% เคยใช้งาน AI แล้ว และ 83% สนใจผลิตภัณฑ์เทคโนโลยี ใช้ LINE และ Facebook เป็นช่องทางหลักในการสื่อสาร ขณะที่ YouTube และ Netflix เป็นแพลตฟอร์มบันเทิงยอดนิยม พบอินไซต์สำคัญ ผู้ชายวัย 50+ พร้อมเป็น Early Adopter เทคโนโลยีสุขภาพมากกว่าผู้หญิง พร้อมชี้ชัด “ความสนใจในเทคโนโลยี” ไม่เท่ากับ “ความเร่งด่วนในการตัดสินใจซื้อ” พร้อมเสนอ “5A Star metrix Framework” เป็นกรอบคิดในการพัฒนาเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ผู้สูงวัย สร้างการยอมรับและยอมจ่ายคว้าโอกาสในตลาด Silver Economy ที่จากข้อมูลในรายงานของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ร่วมกับสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) คาดว่าจะโตถึง 3.5 ล้านล้านบาท ภายในปี 2576
อาจารย์ประเสริฐ ธวัชโชคทวี อาจารย์ที่ปรึกษาโครงการสาขาการตลาดวิทยาลัยการจัดการมหาวิทยาลัยมหิดล(CMMU) กล่าวในงานสัมมนา“Silver Edge & AI: พลิกโฉมคุณค่าชีวิต50+ สู่สังคมยุคเทคAI” ว่า ขณะนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญกับ 2 ปรากฏการณ์สำคัญที่กำลังเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประเทศ
นั่นคือการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด และการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ โดยมีข้อมูล
ที่น่าสนใจระบุว่า ในปี 2567 ประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมีสัดส่วนมากกว่า 20% ของประชากรทั้งประเทศ ขณะเดียวกัน
การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีก็เกิดขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยอัตราการใช้อินเทอร์เน็ตในกลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไปพุ่งจากเพียง 18.20% ในปี 2560 มาอยู่ที่ 69.30% ในปี 2567 และปัจจุบันมีผู้สูงอายุ 50 ปีขึ้นไปกว่า 19.6 ล้านคนที่ใช้งานอุปกรณ์ดิจิทัลในชีวิตประจำวันและใช้เวลาออนไลน์เฉลี่ยสูงถึง 4 ชั่วโมงต่อวัน จากข้อมูลปี 2567 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ (NSO) และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)
“สังคมสูงวัยไม่ใช่แค่การเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้สูงอายุแต่คือการเปลี่ยนโครงสร้างความต้องการของประเทศทั้งระบบตั้งแต่สุขภาพความปลอดภัยคุณภาพชีวิตรวมถึงการเข้าถึงบริการต่างๆซึ่งไม่ใช่แนวโน้มระยะสั้นแต่เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของสังคมและตลาดที่ทุกภาคส่วนต้องปรับตัวและทำความเข้าใจเพื่อปลดล็อกโอกาสทางธุรกิจมหาศาลที่ซ่อนอยู่ในตลาด Silver Economy ซึ่งคาดว่าจะโตถึง 3.5 ล้านล้านบาทในปี 2576”
อาจารย์ประเสริฐกล่าวเพิ่มเติมว่า เพื่อให้เข้าใจพฤติกรรมและความต้องการกลุ่ม Silver Age
ยุคดิจิทัลมากยิ่งขึ้น CMMU จึงจัดทำงานวิจัย ” Silver Age Technology Adoption ” ศึกษาพฤติกรรม ความกังวล ความต้องการที่แท้จริง และปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจยอมรับหรือปฏิเสธเทคโนโลยีและ AI ของผู้บริโภคกลุ่ม Silver Age เพื่อให้นักการตลาด นักพัฒนาผลิตภัณฑ์ และผู้ประกอบการ สามารถนำผลวิจัยไปต่อยอดและพัฒนากลยุทธ์
เชิงธุรกิจเพื่อคว้าโอกาสจาก “เศรษฐกิจสูงวัย” ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วได้ โดยการทำวิจัยครั้งนี้มีกลุ่มตัวอย่าง
621 คน จากกรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุ 50–65 ปี มีสถานะสมรส การศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี หน้าที่การงานมั่นคง และมีรายได้ตั้งแต่ 50,000 ขึ้นไปจนถึงมากกว่า 150,000 บาท ซึ่งไม่เพียงสะท้อนภาพของกลุ่มผู้บริโภคที่มีศักยภาพ แต่ยังเป็น “ตลาดแห่งคุณค่า” ที่การตัดสินใจซื้อไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยราคา
เพียงอย่างเดียว แต่ขับเคลื่อนด้วยความรู้ ความคาดหวังในคุณภาพ และความต้องการโซลูชันที่ตอบโจทย์อย่างแท้จริง ซึ่งถือเป็นกุญแจสำคัญในการออกแบบกลยุทธ์และพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการให้ตรงใจ
ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่ากลุ่ม Silver Age คือผู้บริโภคดิจิทัลที่พร้อมเปิดรับนวัตกรรมใหม่ๆ แต่การตัดสินใจ
ใช้งานถูกขับเคลื่อนจาก “ความกังวล” เป็นหลัก ซึ่งแปรผันตามเพศ การศึกษา และรายได้อย่างมีนัยสำคัญ
โดย มิติทางเพศ พบว่า ผู้หญิงมีค่าเฉลี่ยความกังวลสูงกว่าผู้ชายในทุกมิติ โดยเฉพาะด้านที่เกี่ยวข้องกับความเป็นอยู่พื้นฐานอย่างสุขภาพและร่างกาย และความปลอดภัยในชีวิตประจำวัน มิติการศึกษา พบว่า กลุ่มที่การศึกษาสูงกว่า “ปริญญาโท” มีความกังวลสูงที่สุดในทุกด้าน โดยเฉพาะเรื่องความเหงาหรือการขาดปฏิสัมพันธ์ รายรับ–รายจ่าย
และความสัมพันธ์ในครอบครัว สะท้อนถึงแรงกดดันและความคาดหวังที่เพิ่มขึ้นตามระดับความสำเร็จ ส่วนมิติรายได้
ทำให้ “ประเภทความกังวล” เปลี่ยนอย่างชัดเจน โดยกลุ่มรายได้ 80,001–150,000 บาท กังวลสูงสุดเรื่อง
“ความปลอดภัย” ในขณะที่รายได้มากกว่า 150,000 บาท กังวลสูงสุดเรื่อง “สุขภาพและร่างกาย” ซึ่งสะท้อนชัดว่า
เมื่อมีความมั่นคงทางการเงินดีแล้ว จึงหันไปโฟกัสกับเรื่องคุณภาพชีวิตและสุขภาพแทน
ดังนั้น การสื่อสารคุณค่าของผลิตภัณฑ์ต้องให้ความสำคัญกับการสะท้อนและตอบโจทย์ “ความกังวล”
ที่เฉพาะเจาะจงของแต่ละกลุ่ม ไม่ใช่การนำเสนอเพียงฟีเจอร์ลอย ๆ
ด้านพฤติกรรมการใช้เทคโนโลยีในชีวิตประจำวันพบว่าSilver Age คือผู้ใช้ดิจิทัลที่ผนวกเทคโนโลยี
เข้ากับชีวิตประจำวันอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งการสื่อสาร ความบันเทิง และการซื้อสินค้าออนไลน์ โดยพบว่า Silver Age 95 % ใช้สมาร์ตโฟน และ 61% ใช้ Tablet เป็นอุปกรณ์หลักในชีวิตประจำวัน 93% ใช้ LINE และ 83% ใช้ Facebook
เป็นช่องทางสื่อสารหลัก ส่วนแพลตฟอร์มบันเทิงยอดนิยม 90% ดู YouTube และ 56% ดู Netflix ในขณะที่แพลตฟอร์มขาประจำสำหรับซื้อสินค้าออนไลน์Shopee 73%, Lazada 67% และ TikTok Shop 41%
ด้านการยอมรับเทคโนโลยี AI พบว่า 94% เคยใช้งาน AI โดย AI Tools ที่มีผู้ใช้งานมากที่สุด ได้แก่ ChatGPT 72% Google Gemini 49% และ Microsoft Copilot 25% โดยใช้เพื่อค้นหาข้อมูล 82% เรียนรู้ 62% ช่วยงาน 37%
เมื่อศึกษาถึงอุปสรรคการยอมรับเทคโนโลยี พบว่า แม้ส่วนใหญ่เห็นประโยชน์ของเทคโนโลยีชัดเจน (ให้คะแนน 8.25/10) และมีความพร้อมใช้งาน AI แต่ความกังวลยังสูงถึง 7.5/10 โดยอุปสรรคหลัก 3 อันดับแรกมาจาก ความซับซ้อนของระบบและฟังก์ชัน 69% ปัญหาทางกายภาพ เช่น ตัวหนังสือเล็กเกินไป 67% ความกลัวข้อมูลรั่วไหล-ถูกหลอก 57% นอกจากนี้พบอีกว่า 75.6% กลัวใช้งานผิดพลาดหรือทำข้อมูลหาย และ 72.7%รู้สึกว่าเทคโนโลยีซับซ้อนเกินไป ซึ่งปัจจัยที่ช่วยทลายกำแพงความกังวลได้ดีที่สุด คือ “คำแนะนำจากคนที่ไว้ใจได้เพราะ Silver Age ไม่ได้กลัวเทคโนโลยี แต่กลัว “ความยุ่งยาก” และ “ความเสี่ยง” ที่ตามมา
ส่วนเทคโนโลยีที่สนใจและพร้อมซื้อพบว่าเทคโนโลยีด้านสุขภาพและความปลอดภัยได้รับความสนใจจาก Silver Age สูงสุด โดย 3 อันดับแรก ได้แก่ อุปกรณ์แจ้งเตือนฉุกเฉิน (Emergency Alert) 83% แอปพลิเคชัน ปรึกษาแพทย์ทางไกล (TeleMed App) 80% และอุปกรณ์ตรวจวัดสุขภาพ (Health Monitoring Device) 78% โดยผู้ชายให้ความสนใจสูงกว่าผู้หญิงอย่างชัดเจน สะท้อนให้เห็นว่า ผู้ชายวัย 50+ มีแนวคิดแบบ “Focused & Action-Oriented” การหาเครื่องมือที่ช่วยให้ควบคุม ดูแล และป้องกันความเสี่ยงด้านสุขภาพได้ทันที จึงเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพสูง สำหรับแบรนด์และผู้ให้บริการด้าน Health Tech ในการสร้างโซลูชันที่ตอบโจทย์ด้านความปลอดภัยและการดูแลสุขภาพเชิงรุก
ส่วนปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจลงทุนในเทคโนโลยีนั้นกลุ่ม Silver Age จะพิจารณาปัจจัยต่างๆ อย่างเป็นเหตุเป็นผล โดย 3 ปัจจัยหลักที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อมากที่สุด ได้แก่ ราคาเหมาะสมหรือคุ้มค่า 71% ฟีเจอร์ที่ตอบโจทย์ 60% และความง่ายต่อการใช้งาน 54% โดยแบรนด์ที่สามารถนำเสนอคุณค่าทั้ง 3 ด้านนี้ได้อย่างสมดุลจะเป็นผู้ชนะในตลาดนี้
อย่างไรก็ตาม แม้จะเห็นประโยชน์ของเทคโนโลยี แต่ Silver Age ยังมีความกังวลสูงด้านความปลอดภัย
และความซับซ้อน ซึ่งปัจจัยที่ช่วยทลายกำแพงได้ดีที่สุดคือ คำแนะนำจากแหล่งที่ไว้ใจได้ แต่ที่น่าสนใจคือ แหล่งที่ Silver Age มองว่าน่าเชื่อถือที่สุดกลับเป็น “ช่องทางออนไลน์ของแบรนด์โดยตรง” (Owned Media) 59% รองลงมารีวิวผู้ใช้จริง 49% และคำแนะนำจากครอบครัว/เพื่อน 44% สะท้อนให้เห็นว่า Silver Age ต้องการ “ความชัดเจนจากแบรนด์” และ “หลักฐานจากผู้ใช้จริง” เพื่อสร้างความไว้ใจ
“ผลวิจัยชี้ให้เห็นหลายประเด็นที่น่าสนใจเช่นผู้ชายวัย 50+ พร้อมเป็น Early Adopter เทคโนโลยีสุขภาพมากกว่าผู้หญิงอย่างชัดเจนทำให้เป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญในการเปิดตลาด Health Tech ใหม่ๆขณะเดียวกันงานวิจัยยังพบช่องว่างสำคัญระหว่าง “ความสนใจในผลิตภัณฑ์” กับ “ความเร่งด่วนในการตัดสินใจซื้อ”
โดยบางผลิตภัณฑ์อาจไม่ได้ถูกจัดว่าเป็นที่สนใจอันดับต้นๆแต่กลับมีความพร้อมในการจ่ายสูงกว่าสะท้อนว่าการวางกลยุทธ์ทางธุรกิจไม่อาจพิจารณาจากระดับความสนใจเพียงอย่างเดียวแต่ต้องเข้าใจว่าผลิตภัณฑ์ใดตอบโจทย์สถานการณ์ชีวิตจริงและถูกมองว่า “จำเป็นต้องมี” ในช่วงเวลานั้นและเมื่อแบรนด์สามารถส่งมอบทั้งความน่าเชื่อถือ (Reliability) และความประทับใจ (Delight) ได้พร้อมกันจึงจะเกิดเป็นความไว้วางใจ (TRUST) ที่แท้จริง” อาจารย์ประเสริฐกล่าว
ด้านนางสาวธนาวรรณ กล่อมจิตร์ นักศึกษาปริญญาโทวิทยาลัยการจัดการมหาวิทยาลัยมหิดล(CMMU) หัวหน้าทีมวิจัยกล่าวว่า ผลการวิจัยได้นำมาสรุปเป็น 4 กลยุทธ์หลักเพื่อเป็นแนวทางสำหรับมัดใจ
ตลาด Silver Age ดังนี้ 1) ออกแบบให้ง่ายแต่สร้างให้ไว้ใจได้เพื่อสร้างความมั่นใจและทลายความกังวล
2) โฟกัสที่สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีตอบโจทย์การดูแลสุขภาพเชิงรุกและความปลอดภัยในชีวิตประจำวัน
3) สร้างตัวตนที่น่าเชื่อถือโดยเฉพาะช่องทาง Official ของแบรนด์ ควบคู่กับการส่งเสริมรีวิวจากผู้ใช้งานจริง
4) Empower ให้ผู้ใช้งาน สื่อสารกับผู้มีอำนาจตัดสินใจตัวจริง พร้อมต่อยอดเป็น “5A Star metrix Framework” กรอบแนวคิดเชิงกลยุทธ์สำหรับผู้ประกอบการเทคโนโลยี นักพัฒนา AI และนักนวัตกรรม เพื่อใช้ในการออกแบบและสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์ และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตชาว Silver Age ด้วยพลังของเทคโนโลยี
และ AI ได้อย่างแท้จริง ประกอบด้วย
Accessibility (การเข้าถึง): เทคโนโลยีต้องถูกออกแบบมาสำหรับทุกคน ใช้งานง่าย และเป็นมิตรกับผู้ใช้
ทุกระดับประสบการณ์ เพราะอุปสรรคสำคัญของ Silver Age ไม่ใช่ทัศนคติที่ต่อต้านเทคโนโลยี แต่คือประสบการณ์
ในอดีตที่ยุ่งยากจนทำให้ไม่กล้าลองสิ่งใหม่ การออกแบบที่เข้าใจผู้ใช้จึงเป็นจุดตั้งต้นของการยอมรับ
Assurance (ความมั่นใจ): เทคโนโลยีต้องสร้างความเชื่อมั่นผ่านคำแนะนำจากบุคคลในครอบครัว มีการรับรองจากผู้เชี่ยวชาญและรีวิวที่ตรวจสอบได้
Autonomy (ความเป็นอิสระ): เทคโนโลยีควรเป็นเครื่องมือที่เสริมพลัง และช่วยให้มีอิสระในการใช้ชีวิต ช่วยให้ผู้สูงวัยสามารถจัดการสุขภาพเชิงรุกและดูแลตนเองได้ เพราะสิ่งที่ผู้สูงวัยกลัวที่สุดไม่ใช่โรคภัยแต่คือ การสูญเสียความสามารถในการดูแลตัวเอง
Affordability (ความคุ้มค่า): Silver Age ไม่ได้มองหาเทคโนโลยีที่ถูกที่สุด แต่ต้องการราคาที่สมเหตุสมผล สอดคล้องกับคุณค่าที่ได้รับ การสื่อสารให้เห็นความคุ้มค่าอย่างชัดเจนและมีทางเลือกที่ยืดหยุ่น คือกุญแจสำคัญ
ของการตัดสินใจซื้อ
Affinity (ความผูกพัน): เทคโนโลยีที่ประสบความสำเร็จต้องเชื่อมโยงผู้สูงวัยกับครอบครัว ผ่านฟีเจอร์
ที่ใช้งานร่วมกันได้ เช่น บัญชีหลายผู้ใช้หรือแดชบอร์ดสำหรับครอบครัว เพราะผลิตภัณฑ์ที่สร้างสรรค์ “เพื่อทั้งบ้าน”
มีโอกาสถูกตัดสินใจซื้อมากกว่าผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์เฉพาะผู้สูงวัยเพียงคนเดียว หากเทคโนโลยีช่วยให้ลูกหลาน
มีส่วนร่วมดูแลและสร้างความอุ่นใจร่วมกัน จะช่วยให้เกิดการยอมรับและยอมจ่ายได้อย่างรวดเร็ว
“งานวิจัยและงานสัมมนาในครั้งนี้ไม่เพียงนำเสนอข้อมูลทางวิชาการแต่ยังต้องการเปิดโอกาสทางธุรกิจการสร้างนวัตกรรมที่มีคุณค่าเพื่อยกระดับและพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงวัยในสังคมไทยอย่างยั่งยืนซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของวิทยาลัยการจัดการมหาวิทยาลัยมหิดลในการสร้าง Real World Impact ต่อสังคมอย่างแท้จริง”นางสาวธนาวรรณกล่าวทิ้งท้าย
ทั้งนี้ วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) ได้จัดงานสัมมนา “Silver Edge & AI: พลิกโฉมคุณค่าชีวิต 50+ สู่สังคมยุคเทค AI” เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความรู้และส่งต่อแนวคิดให้แก่ผู้ประกอบการ นักการตลาด ผู้บริหาร นักพัฒนาเทคโนโลยี นักวิจัย นักศึกษา และผู้ที่สนใจในวงการตลาดและธุรกิจ ได้เรียนรู้และปรับตัว
ในการวางกลยุทธ์และพัฒนาการตลาดให้ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคกลุ่ม Silver Age ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โดยภายในงานนอกจากจะมีการเปิดเผยผลการวิจัยที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าใจกลุ่ม Silver Age ได้อย่างแท้จริง ยังมีการนำเสนอ Show Case ประสบการณ์ตรงจากผู้นำธุรกิจในการนำ AI และเทคโนโลยีไปใช้กับกลุ่ม 50+
เพื่อสะท้อนทั้งโอกาสและข้อจำกัดในการทำตลาด พร้อมเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนมุมมองและข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเกี่ยวกับการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อสังคมสูงวัย โดยมีหัวข้อที่น่าสนใจ ได้แก่ “Voice of The Silver Edge เคล็ดลับสู่
การพลิกโฉมชีวิตผ่านเทคโนโลยี AI” โดยคุณพร้อมเลิศ หล่อวิจิตร ที่ปรึกษาด้าน IT “The Next Chapter of SilverEdge Biz เปิดประตูสู่บทใหม่ของธุรกิจ Tech AI ในสังคมวัย 50+” โดยคุณธนัท เบญจภัทรเศรษฐ์ ผู้อำนวยการฝ่ายนวัตกรรม และ คุณนทีกานด์ กฤษดาธิการ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท บิทคับ มูนช็อต จำกัด, “The Power of 50+ Unlocking AI Skills ปลดล็อกพลังวัย 50+ ผ่านทักษะ AI” โดยคุณณัฐฏ์พล อัศวอานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เซนนิตี้ เอ็กซ์ จำกัด
สำหรับผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ 02-206-2000 หรือชมย้อนหลังได้ที่ เฟซบุ๊ก
แฟนเพจ CMMU Mahidol และ MKcmmu
