Headlines

Bad Art Saves My Life นิทรรศการเดี่ยวโดย บี วรวุฒิ สัจจะปรเมษฐ (หนุ่มโรงงานน้ำตา – Tear Factory Boy)

Bad Art Saves My Life 

นิทรรศการเดี่ยวโดย บี วรวุฒิ สัจจะปรเมษฐ (หนุ่มโรงงานน้ำตา – Tear Factory Boy)

จัดแสดงที่ Head High Second Floor เชียงใหม่ 

28 กุมภาพันธ์ – 10 เมษายน 2569 

โดยมีพิธีเปิดในเย็นวันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์

Head High Second Floor ภูมิใจเสนอ Bad Art Saves My Life โดยหนุ่มโรงงานน้ำตานิทรรศการที่นำเสนอศิลปะในฐานะการต่อสู้กับความผิดหวังและอิจฉาของคนในวงการอุตสาหกรรมสร้างสรรค์โดยผลงานถูกสร้างขึ้นเป็นเครื่องมือเพื่อรับมือต่อความทุกข์ทรมานที่กัดกินในใจไม่ได้ใช้แนวคิดหรือทักษะที่ยิ่งใหญ่แต่เป็นเพียงอารมณ์ขันและการคิดนอกกรอบตรรกะในชีวิตการทำงานที่ทำให้เกิดรอยยิ้มจางๆและลืมความเศร้าได้ชั่วครั้งชั่วคราวแต่เมื่อร้อยเรียงผลงานเหล่านี้มานำเสนอร่วมกันก็สามารถเป็นภาพแทนของผู้คนในยุคสมัยปัจจุบันได้อย่างน่าประหลาด

Bad Art Saves My Life แบ่งเป็นสามห้องนิทรรศการที่มีความหมายเชื่อมโยงกันส่วนแรก The Money Face ที่เล่าถึงยุครุ่งเรืองของการขายคาแลคเตอร์ในรูปแบบ NFT ซึ่งถูกยกมาเล่าถึงผู้ซื้อขายในตลาดศิลปะที่มองข้ามรสนิยมและหันมาสนใจเพียงมูลค่าและกำไรทางธุรกิจโดยศิลปินใส่อักษรย่อสกุลเงินลงบนใบหน้าผู้คนในเครื่องแบบอาชีพต่างๆส่วนที่สอง Room full of memes ที่นำมีมยอดนิยมมาผลิตซ้ำเป็นจิตรกรรมในฐานะการบันทึกประวัติทางวัฒนธรรมอารมณ์ขันที่ผู้คนทั่วโลกช่วยแบ่งปันกันเพื่อผ่อนคลายความทุกข์และส่วนสุดท้าย Not Ready Readymade ซึ่งศิลปินนำข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันมาใส่ตัวอักษรในรูปแบบบทกวีคำคมหรือมุขตลกสะท้อนความพยายามที่ศิลปินอยากเยียวยาความทุกข์ที่ได้รับจากวิถีชีวิตปัจจุบันด้วยการมองหาแง่มุมที่ชวนให้หัวเราะได้ 

Bad Art Saves My Life จัดแสดงที่ Head High Second Floor เชียงใหม่ตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์จนถึง 10 เมษายน 2569 โดยมีพิธีเปิดในเย็นวันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์นี้

เกี่ยวกับศิลปิน

Tear Factory Boy – วรวุฒิสัจจะปรเมษฐ (บี) นักกวีที่สำรวจความเป็นไปได้ของการเล่าเรื่องผ่านการก้าวเข้าสู่พื้นที่ของศิลปะทัศนศิลป์ โดยถ่ายทอดความขมหวานและลักษณะเหนือจริงของภาษาการเขียนออกมาในรูปแบบการนำเสนอแบบสหสาขา Tear Factory Boy ให้ความสนใจกับการเล่าเรื่องชีวิตเมืองและอารมณ์โดดเดี่ยว ความอิจฉา และภาวะซึมเศร้า นอกจากนี้ เขายังมีประสบการณ์ในฐานะเจ้าของแกลเลอรี (VS Gallery) พ่อค้างานศิลปะ และภัณฑารักษ์อิสระมาเป็นเวลากว่า 8 ปี โดยมุ่งเน้นประเด็นด้านสังคมการเมืองและความเท่าเทียมทางเพศ