บ่อยครั้งที่ภาพจำของ “อาหารฝรั่งเศส” มักผูกติดอยู่กับความหรูหราแบบ Fine Dining และมื้อพิเศษที่ต้องแต่งตัวจัดเต็ม ทว่า LA PLANTE (ลาพล็อง) ร้านอาหารสไตล์ Classic French Bistro ในซอยสุขุมวิท 31 ได้เปลี่ยนมุมมองใหม่จากเดิมที่ผู้คนมองว่า อาหารฝรั่งเศสเป็นมื้อแห่งการเข้าสังคมและการเฉลิมฉลอง ผ่านการตีความในบรรยากาศ Parisian Bistro หรือที่ชาวฝรั่งเศสเรียกว่า “Joie de vivre” (ความสุขที่แท้จริงของการมีชีวิตอยู่) ที่ผสมผสานความชิคของเมืองเข้ากับความอบอุ่นเป็นกันเอง เพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสกับอาหารฝรั่งเศสที่รับประทานได้ในทุกโอกาส ด้วยความเชื่อที่ว่า ‘ความคลาสสิก’ ไม่จำเป็นต้องสร้างระยะห่าง หากแต่อยู่ร่วมกับความเรียบง่ายและความอบอุ่นได้อย่างลงตัว







จากแพสชันสู่การตีความ ‘ความคลาสสิก’ ในบริบทใหม่
LA PLANTE เกิดจากความหลงใหลในเสน่ห์ของอาหารฝรั่งเศสแท้ของเจ้าของร้านและหุ้นส่วน ที่ต่างก็เห็นตรงกันว่า อาหารฝรั่งเศสสไตล์คลาสสิกในกรุงเทพฯ ยังมีให้เลือกไม่มาก และหลายร้านยังมีภาพลักษณ์ที่ดูเป็นทางการจนผู้คนอาจรู้สึกเข้าถึงยากไปสักหน่อย LA PLANTE จึงเริ่มต้นจากความรู้สึกที่ว่า อาหารฝรั่งเศสไม่จำเป็นต้องรอโอกาสพิเศษ ไม่ต้องมีขั้นตอน ไม่จำเป็นต้องแต่งตัวเนี้ยบเสมอไป
ตรงกันข้ามเขาอยากให้ LA PLANTE เป็นร้านสไตล์ Cozy ที่ใคร ๆ ก็สามารถแวะเข้ามานั่งกินอาหารฝรั่งเศสแบบคลาสสิก จิบไวน์สักแก้ว หรือมาได้บ่อย ๆ จนกลายเป็นร้านโปรดของคุณ ทั้งยังผสมผสานจิตวิญญาณของความเป็นอาหารฝรั่งเศสแนวคลาสสิกแท้ ๆ ตั้งแต่การเลือกวัตถุดิบคุณภาพ การปรุงอย่างประณีตตามวิถีแบบ Classic French และคงไว้ซึ่งเสน่ห์ของรสชาติแบบดั้งเดิม
จากความตั้งใจที่เรียบง่ายแต่ใส่ใจทุกรายละเอียด ทำให้ LA PLANTE สะท้อนนิยามของอาหารฝรั่งเศส ที่ผสมผสาน ‘ความสุนทรีย์’ เข้ากับ ‘วิถีชีวิต’ และเคารพต่อแก่นแท้ของอาหารฝรั่งเศส ตั้งแต่การคัดเลือกวัตุดิบอย่างพิถีพิถัน เทคนิคการปรุง เพื่อถ่ายทอดรสชาติแบบ Classic French ได้อย่างซื่อตรง
French Wine House with Homey Touch ความอบอุ่นที่ชวนให้เวลาเดินช้าลง
เมื่อก้าวเข้าสู่ LA PLANTE คุณจะสัมผัสได้ถึงการหลอมรวมเสน่ห์แบบ French Bistro เข้ากับความอบอุ่นแบบ Homey ได้อย่างลงตัว การตกแต่งร้านที่เลือกใช้เก้าอี้ไม้สีธรรมชาติที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย ผนังปูนเปลือยดิบเท่ และแสงไฟวอร์มโทน (Warm Tone) ที่สาดส่องอย่างนุ่มนวล มอบมิติที่ดูคลาสสิกทว่าเรียบง่ายแบบพอดี จุดเด่นของร้านอยู่ที่ผนังโค้งด้านหลังที่จัดแสดงไวน์ (Wines) หลากหลายฉลากอย่างเป็นระเบียบ ทำหน้าที่เป็นองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมและหัวใจของบรรยากาศแบบ French Wine House ที่ชวนให้ผู้คนเอนหลัง จิบไวน์ ผ่อนคลายกับมื้ออาหารตรงหน้า และปล่อยให้บทสนทนาลื่นไหลไปพร้อมกับบรรยากาศอย่างไม่ต้องรีบร้อน

เมื่อพื้นที่ครัวเล็กลงความสุขของ ‘เชฟ’ ก็ใหญ่ขึ้น
เบื้องหลังครัวของ La Plante คือ ‘เชฟเจฟ’ Jean Francois Brouck ผู้คร่ำหวอดในวงการอาหารฝรั่งเศสมาหลายสิบปี เส้นทางสายอาชีพของเขาเริ่มต้นตั้งแต่อายุเพียง 15–16 ปี ในร้านอาหารมิชลิน 2 ดาวที่ประเทศเบลเยียม ก่อนต่อยอด
ประสบการณ์ในครัวระดับโลก ทั้งในฐานะอาจารย์ผู้สอนหลักสูตรอาหารฝรั่งเศสที่ Le Cordon Bleu และ Les Disciples Escoffier รวมถึงการเป็นเชฟประจำห้องอาหารใต้น้ำของโรงแรมระดับ 7 ดาว Burj Al Arab Jumeirah นครดูไบ ตลอดจนการทำงานในร้านอาหารที่นิวยอร์ก เปิดร้านอาหารที่สิงคโปร์และบาหลี
“ตอนเปิดร้านที่สิงคโปร์ร้านของผมได้รับรางวัล Best New Restaurant of the Year ก่อนที่ผมจะย้ายไปใช้ชีวิตและเปิดร้านอาหารที่บาหลี 7 ปีจากนั้นก็ออกเดินทางทั้งทำงานและเรียนรู้วัฒนธรรมอาหารในหลายประเทศทั้งรัสเซียมองโกเลียกัมพูชาโปรตุเกสและไทยที่ตอนนี้ผมอยู่มานานกว่า 12 ปีแล้วครับ”
แม้จะเรียนรู้ศาสตร์การทำอาหารจากหลากหลายวัฒนธรรม แต่สิ่งที่เชฟยังคงยึดมั่นมาโดยตลอดคือ “อาหารฝรั่งเศสดั้งเดิม” ซึ่งเขามองว่าเป็นรากฐาน (Foundation) และตัวตนที่แท้จริงของเขา หลังใช้เวลาหลายสิบปีในโรงแรมและร้านอาหารระดับโลก เชฟเลือกที่จะกลับคืนสู่ครัวขนาดกะทัดรัดของ La Plante ที่ทำให้เขากลับไปทำในสิ่งที่รักที่สุด
“อาหารฝรั่งเศสเป็นหนึ่งในอาหารที่ดีที่สุดในโลกครับหัวใจของมันคือความเรียบง่ายการปรุงด้วยเกลือและพริกไทยเป็นหลักเน้นการชูรสสัมผัสตามธรรมชาติแล้วปล่อยให้เทคนิคการต้มการตุ๋น (Braising) หรือการย่าง (Viande) ดึงรสชาติที่ดีที่สุดของวัตถุดิบซึ่งเป็นหัวใจของอาหารฝรั่งเศส La Plante ทำให้ผมได้กลับมาลงมือทำทุกขั้นตอนด้วยตัวเองทั้งยืนเคี่ยวซุปต้มซอสอยู่หน้าเตาเคียงข้างกับทีมเชฟแม้แต่เสิร์ฟถึงโต๊ะด้วยตัวเองนั่นคือ passion ที่ขับเคลื่อนความสุขของผมในทุกวัน”
เชฟเล่าด้วยสายตาเป็นประกายแห่งความสุข เพราะบางครั้งความสุขอาจไม่ได้วัดจากขนาดของครัว หากแต่อยู่ที่ ‘ความสุข’ ในการลงมือปรุงอาหารด้วยหัวใจ และได้เห็นรอยยิ้มของผู้คนจากทุกจานที่ส่งออกจากครัว












การเดินทางของรสชาติตามวิถี French Classical Sequence
นอกจากความเคารพในแก่นแท้ของอาหารฝรั่งเศสอย่างซื่อตรง LA PLANTE ยังผสมผสานวัฒนธรรมการกินของคนไทย ด้วยแนวคิด Sharing Concept ที่เปิดกว้างและเป็นกันเอง เชฟได้ร้อยเรียง 7 เมนูซิกเนเจอร์ของร้าน ไล่เรียงตามลำดับโครงสร้างคอร์สฝรั่งเศสโบราณ (Classical Sequence) เพื่อมอบมิติรสชาติจากเบาไปสู่หนักได้อย่างสมบูรณ์แบบ
- Escargots à L’ail: หากมีเมนูใดสะท้อนเอกลักษณ์ของอาหารฝรั่งเศสได้อย่างชัดเจน Escargot (หอยทากอบเนยกระเทียม) คงเป็นหนึ่งในนั้น เชฟจะนำหอยทากฝรั่งเศสมาอบกับเนยสด กระเทียม และสมุนไพรฝรั่งเศสจนกลิ่นหอมชวนลิ้มลอง เนื้อสัมผัสนุ่มเด้ง ฉ่ำหวาน หอมเนยและสมุนไพรที่เข้ากันอย่างลงตัว เป็นเมนูที่เผยให้เห็นปรัชญาของอาหารฝรั่งเศสในการใช้วัตถุดิบเรียบง่าย แต่ดึงศักยภาพของแต่ละองค์ประกอบออกมาได้อย่างเต็มที่
- Soupe a L’Ognon: ซุปหัวหอมสูตรคลาสสิกที่สะท้อนหัวใจของอาหารฝรั่งเศสอย่างลึกซึ้ง เริ่มจากน้ำซุป ที่เคี่ยวจนเข้มข้น เติมความหวานละมุนจากหัวหอมผัดอย่างช้า ๆ จนกลายเป็นสีน้ำตาลคาราเมล แม้ทุกองค์ประกอบอาจดูเรียบง่าย แต่ต้องอาศัยเวลา ความอดทน และเทคนิคที่แม่นยำ จึงกลายเป็นซุปถ้วยอุ่น ๆ ที่เปี่ยมด้วยความกลมกล่อมในทุกคำ
- Cuisses de Grenouilles “LA PLANTE”: เมนูที่สะท้อนเสน่ห์ของอาหารฝรั่งเศสได้อย่างน่าสนใจอย่าง “ขากบฝรั่งเศส” แม้หลายคนจะรู้สึกแปลกในครั้งแรก แต่ทันทีที่ได้ลิ้มลองจะสัมผัสได้ถึงเนื้อสัมผัสละเอียด นุ่ม หอมกลิ่นเครื่องเทศสมุนไพร เชฟเลือกใช้เทคนิคการปรุงอย่างรวดเร็วเพื่อคงความฉ่ำเด้งของเนื้อไว้ได้อย่างพอดี พร้อมขับเน้นรสชาติที่เรียบง่ายตามแบบฉบับอาหารฝรั่งเศส ซึ่งให้วัตถุดิบเป็นพระเอกของจาน
- Steak Frites: จานหลักที่เผยความหนักแน่นผ่านสเต็กสไตล์ฝรั่งเศสแท้ เชฟเลือกใช้เนื้อวัวที่โดดเด่นด้วยรสชาติเข้มข้นและเนื้อสัมผัสที่เคี้ยวสนุกอย่างมีมิติ นำมาย่างจนหอมเพื่อคงความฉ่ำของเนื้อวัว ก่อนเสิร์ฟคู่กับซอส Café de
Paris สูตรดั้งเดิมที่ช่วยขับรสชาติของเนื้อให้เด่นชัดยิ่งขึ้น สะท้อนเสน่ห์อาหารฝรั่งเศสที่เชื่อว่า “ซอสที่ดีควรทำหน้าที่เติมเต็มวัตถุดิบไม่ใช่กลบรสชาติของมัน” เสิร์ฟคู่กับมันฝรั่งทอดซึ่งเป็นเครื่องเคียงคู่กันมาตั้งแต่ดั้งเดิม
- Cuisse de Canard Confite: หนึ่งในเมนูที่สะท้อนมรดกทางอาหารของฝรั่งเศสได้อย่างงดงาม เทคนิค Confit มีต้นกำเนิดจากการถนอมอาหาร โดยนำสะโพกเป็ดปรุงอย่างช้า ๆ ในไขมันเป็ดจนเนื้อนุ่ม นำไปทอดให้หนังกรอบหอม เสิร์ฟคู่มันบดและซอสพริกไทยดำรสละมุน เป็นเมนูที่เผยให้เห็นว่า เทคนิคดั้งเดิมสามารถสร้างรสชาติอันเรียบง่าย แต่เปี่ยมด้วยรายละเอียดได้อย่างน่าประทับใจ
- Boeuf Bourguignon: อีกหนึ่งเมนูระดับตำนานของอาหารฝรั่งเศส ที่สะท้อนถึงศิลปะแห่งความอดทนและการรอคอยช่วงเวลาที่สมบูรณ์แบบ เชฟเลือกใช้แก้มวัว (Beef Cheek) ซึ่งอุดมไปด้วยคอลลาเจนตามธรรมชาติ นำมาตุ๋นกับไวน์แดง หอมหัวใหญ่ลูกเล็ก แครอท และเห็ดราว 2-3 ชั่วโมง จนเนื้อสัมผัสเนียนนุ่มละลายในปาก ขณะที่ซอสเข้มข้นซึมลึกเข้าไปในทุกอณูของเนื้อ กลายเป็นจานที่ปิดท้ายเมนูอาหารคาวได้อย่างอิ่มเอมและตราตรึง
- Crepe Suzette: ของหวาน (Entremets) ที่จะเปลี่ยนโต๊ะอาหารให้กลายเป็นเวทีการแสดงขนาดย่อม เชฟจะรังสรรค์เมนูนี้แบบ Tableside Service ตั้งแต่การเคี่ยวซอสส้มและเนยสด เฟลมไฟ (Flambé) อย่างนุ่มนวลและเบามือ เพื่อปล่อยให้กลิ่นหอมของเนย เหล้าลิเคียวร์ และผิวส้มลอยอบอวลไปทั่วทั้งร้าน แผ่นเครปบางนุ่มซึมซับซอสรสหวานอมเปรี้ยวอย่างพอเหมาะ มอบความสดชื่นที่ตัดกับความหอมมันของเนยได้อย่างลงตัว เป็นของหวานที่เบาสบาย แต่เปี่ยมด้วยเสน่ห์ และทำหน้าที่ปิดฉากมื้ออาหารแบบฝรั่งเศสได้อย่างงดงาม
LA PLANTE ปรัชญาความเรียบง่ายที่ขับเน้นด้วย “เทคนิคชั้นครู”
ในยุคสมัยที่ทุกอย่างเคลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็ว LA PLANTE ร้านอาหารสไตล์ Classic French Bistro ชวนคุณปรับจังหวะชีวิตให้ช้าลงเล็กน้อย โดยไม่ต้องกังวลกับชุดที่สวมใส่ หรือความเกร็งบนโต๊ะอาหาร ปล่อยให้กลิ่นหอมของเนื้อตุ๋นไวน์แดง และรสชาติคลาสสิคของอาหารฝรั่งเศสตรงหน้า สร้างความรื่นรมย์ให้กับวันธรรมดาของคุณ เพราะสุดท้ายแล้ว นิยามของมื้ออาหารที่ดีที่สุดสำหรับเชฟ คือการได้เห็นรอยยิ้มและความสุขของผู้คนที่ได้รับประทานของอร่อยร่วมกัน
LA PLANTE (ลาพล็อง) เปิดให้บริการทุกวันอังคาร–อาทิตย์ (ปิดวันจันทร์) Cafe Zone เวลา 8:00 – 18:00 น. (Breakfast เวลา 8:00 – 13:00 น.) และ Bistro Zone เวลา 11:00 – 22:00 น. โครงการ AVORA31 ซอยสุขุมวิท 31 เขตวัฒนากรุงเทพฯสำรองที่นั่งหรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่09-8830-0063และติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่
- FB: laplantebkk
- IG: laplantebkk
