Headlines

พลิกการดิสรัปของเวอร์ชวลไลเซชัน  เป็นโอกาสสร้างนวัตกรรมแอปพลิเคชัน

โดย: ไซมอน ซีเกรฟ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดผลิตภัณฑ์ OpenShift, Red Hat

กว่า 30 ปีที่ผ่านมา การบริหารต้นทุนของเซิร์ฟเวอร์เวอร์ชวลไลเซชันให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด คือแรงขับเคลื่อนสำคัญที่จุดประกายการเปลี่ยนผ่านด้านไอทีระลอกแรก โดยเน้นดึงศักยภาพใหม่ออกมาจากเซิร์ฟเวอร์ x86 ที่เคยกำหนดทิศทางของศูนย์ข้อมูลมาตลอด จนถึงวันนี้ โลกยุคใหม่ที่ปริมาณข้อมูลเติบโตอย่างรวดเร็วและเวิร์กโฟลว์ด้าน AI กำลังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง กำลังทดสอบขีดจำกัดของสถาปัตยกรรมแบบดั้งเดิม และบีบให้หลายองค์กรต้องปรับตัว

อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่แรงกดดันเพียงอย่างเดียวที่องค์กรต้องเผชิญ เพราะในระดับธุรกิจ องค์กรกำลังเผชิญกับวิกฤตด้านต้นทุนของเวอร์ชวลไลเซชันด้วยเช่นกัน หลายองค์กรจำเป็นต้องรับมือ พร้อมกับทบทวนกลยุทธ์ด้านไอทีของบริษัทใหม่อีกครั้ง หลังการเข้าซื้อกิจการ VMware ของ Broadcom ซึ่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านการจัดชุดผลิตภัณฑ์และรูปแบบการอนุญาตใช้งาน (licensing) สถานการณ์นี้มีการรายงานไว้ในการสำรวจล่าสุดของ 451 Research บริษัทในกลุ่ม S&P Global ที่ได้รับการสนับสนุนโดย Red Hat ซึ่งพบว่าผู้ใช้งานไพรเวทคลาวด์มากกว่าครึ่งหนึ่งกำลังมองหาหรือประเมินทางเลือกอื่นแทน VMware อย่างจริงจัง ขณะเดียวกันก็เดินหน้าพิจารณาขั้นตอนต่อไปของการเปลี่ยนผ่านด้านไอทีของบริษัท  

จากที่ได้พบมา ผู้บริหารไอทีระดับองค์กรจำนวนมากกำลังเผชิญกับการตัดสินใจที่ส่งผลกระทบทั้งต่อธุรกิจและประสิทธิภาพผลกำไรโดยรวม จริงอยู่ที่การย้ายระบบเชิงกลยุทธ์ (tactical migration) จะช่วยแก้ปัญหาภาระค่าใช้จ่ายเฉพาะหน้าได้ แต่หากมองข้ามแนวทางแบบ “ยกและย้าย” (lift and shift) แบบง่าย ๆ ไป จะพบเส้นทางที่น่าสนใจกว่านั้นมาก นั่นคือการมุ่งสู่แพลตฟอร์มและการปรับปรุงแอปพลิเคชันให้ทันสมัยแบบคลาวด์เนทีฟในระยะยาว 

ประเด็นสำคัญที่ Red Hat พยายามสื่อสารทุกครั้งเมื่อพบปะกับผู้บริหารไอทีคือ การตัดสินใจครั้งนี้ไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของต้นทุนโครงสร้างพื้นฐานเวอร์ชวลไลเซชันเพียงอย่างเดียว แต่องค์กรจำเป็นต้องมีแพลตฟอร์มที่สามารถรองรับการเติบโตขององค์กรได้ในระยะยาวเกินกว่าจะรองรับแค่การย้ายระบบครั้งเดียว และรองรับเส้นทางสู่อนาคตที่เปิดกว้างสำหรับนวัตกรรมได้

โอกาสรวมศูนย์ ดำเนินงานผ่านระบบควบคุมหนึ่งเดียว 

ในขณะที่องค์กรหลายแห่งทบทวนระบบให้บริการแอปพลิเคชันของตัวเองเสียใหม่ แรงจูงใจเบื้องหลังมักขยายออกไปไกลกว่าเรื่องการแบ่งเบาภาระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตเพียงอย่างเดียว จากผลการศึกษา Voice of the Enterprise: Cloud Native, Modernization 2025 ของ 451 Research พบว่าแรงขับเคลื่อนหลักของการปรับปรุงแอปพลิเคชันให้ทันสมัย ได้แก่ การยกระดับความปลอดภัย (54%) และการเสริมสร้างความคล่องตัวในการดำเนินงาน (50%) ตามมาด้วยการยกระดับประสบการณ์ลูกค้า (43%) และการใช้ระบบอัตโนมัติของ AI/ML ให้เกิดประโยชน์มากขึ้น (37%) ซึ่งมีสัดส่วนไล่ตามไม่ต่างกันมาก  

การจะบรรลุผลลัพธ์ทางธุรกิจเหล่านี้ จำเป็นต้องแก้ไขปัญหาการแยกส่วนการทำงานที่มีอยู่มายาวนาน (operational silos) ตามธรรมเนียมปฏิบัติ องค์กรมักจะแยกทีมงาน เครื่องมือ และกระบวนการทำงานระหว่างโครงสร้างพื้นฐานที่เน้นเวอร์ชวลแมชชีนกับเวิร์กโหลดยุคใหม่ออกจากกัน การดูแลรักษาโครงสร้างพื้นฐานสองกลุ่มที่ต้องทำคู่ขนานกันเช่นนี้ ยิ่งเพิ่มภาระด้านโครงสร้างและความซับซ้อนในการดำเนินงาน  

การย้ายระบบนั้นเปิดโอกาสให้องค์กรสามารถรวมเวิร์กโหลดและกำหนดมาตรฐานเครื่องมือให้เป็นหนึ่งเดียวกันได้ และ Red Hat OpenShift Virtualization คือสิ่งที่ทำให้การรวมศูนย์นี้เป็นไปได้จริง โดยเป็นความสามารถที่ถูกฝังไว้ในตัวของ Red Hat OpenShift ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มพัฒนาแอปพลิเคชันครบวงจร ทำให้สามารถรันเวอร์ชวลแมชชีนได้แบบเต็มตัวควบคู่ไปกับคอนเทนเนอร์ แทนที่จะต้องแยกไปรันบนโครงสร้างพื้นฐานอีกชุดหนึ่งต่างหาก 

ด้วยการนำเวอร์ชวลแมชชีนและคอนเทนเนอร์มารวมไว้บนระบบควบคุมเดียวกันนี้ องค์กรจึงสามารถทลายกำแพงที่แยกทีมงานออกจากกัน และสร้างมาตรฐานการกำกับดูแลที่สอดคล้องกันในทุกสภาพแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นระบบในองค์กร (on premise) คลาวด์ หรือเอดจ์

แพลตฟอร์มยุคใหม่สำหรับ AI และเวิร์กโหลดที่กำลังขยายตัว 

ในขณะนี้ ผู้บริหารไอทีต่างต้องรับมือกับแรงกดดันสำคัญสองด้านพร้อมกัน นั่นคือการฝ่าฟันความท้าทายของเวอร์ชวลไลเซชัน ในขณะเดียวกันก็ต้องเตรียมพร้อมอย่างรวดเร็วสำหรับยุคของ AI อย่างไรก็ตาม ภารกิจเร่งด่วนทั้งสองด้านนี้ไม่จำเป็นต้องอาศัยกลยุทธ์แพลตฟอร์มที่แยกออกจากกันแต่อย่างใด 

องค์กรควรเลือกใช้แพลตฟอร์มไฮบริดแบบรวมศูนย์ ที่สามารถรัน AI และเวิร์กโหลดยุคใหม่ควบคู่ไปกับแอปพลิเคชันดั้งเดิมได้ในตัว แทนที่จะสร้างโครงสร้างพื้นฐานเฉพาะทางแยกออกจากกัน การรัน AI โมเดล คอนเทนเนอร์ และ เวอร์ชวลแมชชีนดั้งเดิมทั้งหมดไว้บนรากฐานเดียวกัน หมายความว่าองค์กรสามารถสร้างขีดความสามารถด้าน AI เข้าไปในแอปพลิเคชันหลักขององค์กรได้โดยตรง พร้อมทั้งใช้ประโยชน์จากการลงทุนที่มีอยู่เดิมได้สูงสุด 

รากฐานที่รองรับความยืดหยุ่นนี้มาจากเทคโนโลยีโอเพ่นซอร์ส อย่างเช่นเทคโนโลยี Kernel-based Virtual Machine (KVM) ซึ่งเป็นแกนหลักที่ขับเคลื่อน Red Hat OpenShift Virtualization โซลูชันมาตรฐานเปิดเช่นนี้ช่วยป้องกันการผูกติดกับผู้ให้บริการรายใดรายหนึ่งในอนาคต และมอบความสามารถในการปรับตัวที่ทีมงานต้องการ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเครื่องมือด้าน AI 

ท้ายที่สุดแล้ว Red Hat OpenShift ช่วยให้องค์กรรับมือกับการเปลี่ยนแปลงด้านโครงสร้างพื้นฐานครั้งนี้ได้ ด้วยการปฏิบัติต่อทั้งเวอร์ชวลแมชชีนและคอนเทนเนอร์ในฐานะองค์ประกอบหลักที่เท่าเทียมกันบนแพลตฟอร์มยุคใหม่ แรงส่งของตลาดในขณะนี้ได้สะท้อนความต้องการดังกล่าวชัดเจน จากข้อมูลที่ Red Hat ตรวจวัดได้ในช่วงปีที่ผ่านมา พบว่าจำนวนเวอร์ชวลแมชชีนที่รันอยู่บน OpenShift Virtualization เติบโตขึ้นถึง 417% ในขณะที่จำนวนคลัสเตอร์ที่รันเวอร์ชวลแมชชีนก็เพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าตัว สะท้อนว่าองค์กรต่าง ๆ ไม่ได้ต้องการเพียงจุดพักชั่วคราวสำหรับเวิร์กโหลดดั้งเดิมเท่านั้น แต่ต้องการแพลตฟอร์มแอปพลิเคชันยุคใหม่ที่เป็นหนึ่งเดียว ซึ่งรองรับทั้งสิ่งที่กำลังใช้งานอยู่ในวันนี้ และสิ่งที่กำลังจะสร้างขึ้นในวันข้างหน้า 

วิดีโอด้านล่างนี้ สะท้อนการพูดคุยกับ Melanie Posey จาก 451 Research ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ S&P Global เพื่อบอกเล่าถึงมิติทางเศรษฐศาสตร์ของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ รวมถึงกลยุทธ์ในการตอบสนองอย่างรวดเร็วในยุคของ AI และวิธีการเปลี่ยนความท้าทายของตลาดที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน ให้กลายเป็นความได้เปรียบทางการแข่งขันในระยะยาว

ttps://youtu.be/5a9LOJ8DtuY 


สามารถดาวน์โหลดรายงาน 451 Research Vanguard ฉบับเต็มได้ที่ The Migration Catalyst เพื่ออ่านรายงานฉบับเต็มจาก 451 Research และค้นหาแนวทางในการสร้างรากฐานไฮบริดคลาวด์แบบเปิดที่ยืดหยุ่นและแข็งแกร่ง