บริการรับซื้อลูกหนี้การค้าเปลี่ยนยอดขายที่ยังไม่ได้รับชำระให้เป็นเงินทุนหมุนเวียนช่วยเสริมสภาพคล่องโดยไม่จำเป็นต้องกู้ยืมเพิ่มเติม
กรุงเทพฯ, 28 ตุลาคม 2569 – บริษัท ไอเอฟเอส แคปปิตอล (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ IFS Capital Thailand รายงานการเติบโตของธุรกิจรับซื้อลูกหนี้การค้า (Factoring) สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ท่ามกลางสถานการณ์ที่ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ของไทยหันมาใช้บริการทางการเงินทางเลือกมากขึ้น เพื่อเข้าถึงเงินทุน เสริมสภาพคล่อง และรองรับการเติบโตของธุรกิจในอนาคต
SME เป็นกำลังสำคัญของเศรษฐกิจไทย แต่การเข้าถึงแหล่งเงินทุนยังคงเป็นอุปสรรคต่อการขยายธุรกิจ ข้อมูลจากสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ระบุว่า ประเทศไทยมี SME ประมาณ 3.3 ล้านราย คิดเป็น 99.5% ของจำนวนธุรกิจทั้งหมดทั่วประเทศ และก่อให้เกิดการจ้างงานมากกว่า 13.6 ล้านคน หรือประมาณ 70% ของแรงงานในภาคเอกชน โดย สสว. คาดการณ์ว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของ SME จะเติบโต 2.0–2.8% ในปี 2569 อย่างไรก็ตาม แม้จะมีมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ สินเชื่อธนาคารสำหรับ SME กลับหดตัวต่อเนื่องถึง 16 ไตรมาส ตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2565 ถึงไตรมาส 2 ปี 2569 ตามข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สถานการณ์ดังกล่าวทำให้แหล่งเงินทุนทางเลือก โดยเฉพาะบริการรับซื้อลูกหนี้การค้า มีบทบาทสำคัญมากขึ้นในการช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าถึงเงินทุนหมุนเวียนที่จำเป็นต่อการดำเนินธุรกิจ
บริการรับซื้อลูกหนี้การค้าทางเลือกเงินทุนที่เติบโตต่อเนื่อง
บริการรับซื้อลูกหนี้การค้าเป็นอีกหนึ่งช่องทางการจัดหาเงินทุนสำหรับ SME ที่มีบทบาทเพิ่มขึ้น เนื่องจากไม่ได้พิจารณาเฉพาะหลักเกณฑ์การประเมินสินเชื่อและข้อกำหนดด้านหลักประกันแบบดั้งเดิมที่ธนาคารมักใช้เท่านั้น โดยบริการนี้ออกแบบมาเพื่อรองรับ SME ทุกกลุ่ม และเป็นอีกทางเลือกที่ช่วยให้ธุรกิจที่อาจมีข้อจำกัดในการขอสินเชื่อจากธนาคาร สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่จำเป็นต่อการดำเนินธุรกิจได้มากขึ้น นอกจากนี้ บริการนี้ยังเป็นวงเงินหมุนเวียนในตัว เมื่อได้รับอนุมัติแล้ว SME สามารถนำใบแจ้งหนี้ใบใหม่มาขอรับเงินได้ต่อเนื่อง โดยไม่ต้องยื่นขอวงเงินใหม่ทุกครั้ง
IFS Capital Thailand เปิดเผยว่า ปริมาณธุรกรรมรับซื้อลูกหนี้การค้าของบริษัทเติบโต กว่า 15% ระหว่างปี 2566–2568 แตะระดับ 35,750 ล้านบาทในปีงบประมาณ 2568 แม้ในช่วงเวลาเดียวกันสินเชื่อธนาคารสำหรับ SME จะหดตัวลง โดยบริษัทเป็นผู้ให้บริการรับซื้อลูกหนี้การค้ารายใหญ่อันดับ 2 ของไทย มีส่วนแบ่งตลาดประมาณ 19%
นายวูน อี ฮุย กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทไอเอฟเอสแคปปิตอล (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ผู้ประกอบการรายย่อย ขนาดย่อม และขนาดกลาง (MSME) ไทยยังคงเผชิญกับข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อ และบริการรับซื้อลูกหนี้การค้าจะยังเป็นแหล่งเงินทุนที่มีความสำคัญ โดยเฉพาะธุรกิจที่ต้องการเงินทุนหมุนเวียนระยะสั้นเพื่อรองรับการดำเนินงาน เรายังพบว่าบริษัทขนาดกลางที่มียอดขายต่อปีมากกว่า 500 ล้านบาท หันมาใช้บริการนี้เพิ่มขึ้น เปลี่ยนยอดลูกหนี้การค้าที่รอรับชำระให้เป็นเงินทุนหมุนเวียน ไม่ใช่เพียงเพื่อรองรับการขยายธุรกิจเท่านั้น แต่ยังช่วยเพิ่มเงินสำรองเพื่อรับมือกับความผันผวนของตลาด และเตรียมความพร้อมสำหรับการเข้าซื้อกิจการเมื่อมีโอกาสที่เหมาะสม”
เปลี่ยนยอดเงินที่รอรับชำระให้เป็นเงินทุนหมุนเวียน
IFS Capital Thailand ระบุว่า ลูกค้า SME จำนวนมากต้องเผชิญกับปัญหาด้านสภาพคล่อง เนื่องจากต้องรอรับชำระเงินจากลูกค้า ขณะที่ยังมีภาระค่าใช้จ่ายที่ต้องชำระให้คู่ค้า พนักงาน และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอื่น ๆ โดยระยะเวลาการชำระเงินและรอบการเรียกเก็บเงินอาจแตกต่างกันไปตามแต่ละอุตสาหกรรมและข้อตกลงทางธุรกิจ โดยทั่วไปอยู่ที่ 15–90 วัน หรืออาจนานกว่านั้น ขึ้นอยู่กับลักษณะของธุรกรรมแต่ละรายการ
บริการรับซื้อลูกหนี้การค้าช่วยลดช่องว่างดังกล่าว โดยเปลี่ยนยอดลูกหนี้การค้าที่อาจต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือนกว่าจะได้รับชำระ ให้เป็นเงินทุนที่ธุรกิจสามารถนำมาใช้ได้ทันที IFS Capital Thailand ให้บริการรับซื้อลูกหนี้การค้าทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ ผ่านบริการรับซื้อลูกหนี้การค้าจากการส่งออก (Export Factoring) เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการไทยที่จำหน่ายสินค้าให้แก่ลูกค้าในต่างประเทศ
เสริมความต่อเนื่องทางธุรกิจพร้อมสนับสนุนการจ้างงาน
ธุรกิจรับซื้อลูกหนี้การค้าของ IFS Capital Thailand บริการลูกค้าในหลากหลายอุตสาหกรรม อาทิ ธุรกิจดิจิทัลและไอที อาหารและเครื่องดื่ม การผลิต การดูแลสุขภาพและสุขภาวะ โลจิสติกส์และการขนส่ง รวมถึงธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ขณะเดียวกัน สภาวะทางธุรกิจยังคงเปลี่ยนแปลงตามปัจจัยทางเศรษฐกิจในภาพรวม ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ ผลการดำเนินงานด้านการส่งออก การบริโภคภายในประเทศ ระดับหนี้ครัวเรือน และแนวโน้มตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป
การเติบโตดังกล่าวยังสะท้อนถึงความสัมพันธ์ระยะยาวระหว่าง IFS Capital Thailand กับลูกค้า โดยมีระยะเวลาการใช้บริการเฉลี่ย 7 ปี และลูกค้ารายหนึ่งมีความสัมพันธ์กับบริษัทมายาวนานกว่า 30 ปี นอกจากนี้บริษัทยังประเมินว่า ลูกค้ารายใหญ่ของบริษัทในกลุ่มธุรกิจจัดหาแรงงานและโลจิสติกส์เพียงสองกลุ่ม สามารถรองรับการจ้างงานทั่วประเทศได้อย่างน้อย 15,000 ตำแหน่ง
IFS Capital Thailand มุ่งสนับสนุนผู้ประกอบการไทยในหลากหลายอุตสาหกรรม ผ่านบริการทางการเงินที่ช่วยเพิ่มสภาพคล่อง เสริมความแข็งแกร่งให้แก่ SME และสนับสนุนการจ้างงาน ซึ่งล้วนเป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจไทย การเข้าถึงแหล่งเงินทุนทางเลือกที่เหมาะสมจึงมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้ผู้ประกอบการปรับตัว คว้าโอกาสใหม่ ๆ และเติบโตได้อย่างยั่งยืน
