การเดินทางของประชาชนไม่ว่าจะเป็นการเดินทางไปทำงานในเช้าวันจันทร์ การนั่งรถกลับบ้านไปหาครอบครัวในช่วงวันหยุด การเดินทางไปเรียนต่างจังหวัด หรือการออกทริปท่องเที่ยวในเมืองใหม่ ๆ ล้วนมีสิ่งหนึ่งที่เชื่อมโยงกัน นั่นคือ “การเดินทาง” ที่ต้องสะดวก ปลอดภัย และไปถึงจุดหมายได้อย่างราบรื่น โดยเฉพาะในต่างจังหวัดที่รถโดยสารประจำทางยังคงเป็นทางเลือกสำคัญของประชาชน และสถานีขนส่งผู้โดยสารเปรียบเสมือนประตูเชื่อมผู้คนเข้ากับโอกาสในชีวิต ทั้งการทำงาน การศึกษา การท่องเที่ยว และกิจกรรมทางเศรษฐกิจของแต่ละเมือง
แต่เมื่อเมืองเติบโตขึ้น วิถีชีวิตและรูปแบบการเดินทางของผู้คนก็เปลี่ยนไป สถานีขนส่งผู้โดยสารในวันนี้จึงไม่ควรเป็นเพียงจุดขึ้น – ลงรถโดยสาร แต่ต้องสามารถเชื่อมต่อการเดินทางได้อย่างสะดวก ไม่ว่าจะเปลี่ยนจาก
รถโดยสารไปขึ้นรถไฟ ต่อรถสองแถว หรือเดินทางเข้าสู่ชุมชนและแหล่งท่องเที่ยว กรมการขนส่งทางบก (ขบ.)
จึงร่วมกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ศึกษาแนวทางยกระดับสถานีขนส่งผู้โดยสารยุคใหม่ ทั้งด้านมาตรฐาน รูปแบบ และขนาดสถานีให้เหมาะกับแต่ละพื้นที่ เพื่อพัฒนาสถานีขนส่งผู้โดยสารให้เติบโตไปพร้อมเมือง เชื่อมโยงระบบขนส่งสาธารณะได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทำให้ทุกการเดินทางของประชาชนสะดวก ปลอดภัย และเข้าถึงได้ง่ายยิ่งขึ้น
สถานีคนแน่น–สถานีคนน้อยเปิดโจทย์สำคัญเรื่องทำเลและการเข้าถึง
จากการลงพื้นที่สำรวจสถานีขนส่งผู้โดยสารในหลายจังหวัด พบความแตกต่างของจำนวนผู้ใช้บริการและศักยภาพของสถานี โดยสถานีในเมืองหลักและจุดเชื่อมต่อสำคัญ เช่น จังหวัดนครราชสีมา รวมถึงสถานีขนส่งผู้โดยสารในกรุงเทพมหานคร ยังคงมีผู้โดยสารใช้บริการอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วงเทศกาล ขณะที่สถานีบางแห่งในต่างจังหวัดกลับมีผู้ใช้บริการลดลงอย่างมาก ซึ่งปัจจัยสำคัญประการหนึ่งคือทำเลที่ตั้งและความสะดวกในการเข้าถึงสถานี โดยเฉพาะสถานีที่อยู่ห่างจากตัวเมืองหรือขาดบริการขนส่งเชื่อมต่อที่เหมาะสม อาจเป็นอุปสรรคต่อการเดินทางของประชาชน แม้จะยังมีความต้องการใช้บริการอยู่ก็ตาม ข้อค้นพบดังกล่าวสะท้อนถึงความจำเป็นในการทบทวนแนวทางพัฒนาสถานีขนส่งผู้โดยสารให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่และความต้องการเดินทางจริง โดยมุ่งปรับบทบาทจากจุดรับ–ส่งผู้โดยสารไปสู่ศูนย์กลางเชื่อมต่อการเดินทางระหว่างรถโดยสาร ระบบราง และบริการขนส่งในท้องถิ่น เพื่อให้ประชาชนสามารถเดินทางต่อจากสถานีไปยังบ้าน ชุมชน แหล่งงาน และสถานที่ท่องเที่ยวได้อย่างสะดวก
ลดข้อจำกัดในการเปลี่ยนรูปแบบการเดินทางและส่งเสริมการใช้ระบบขนส่งสาธารณะมากขึ้น
มาตรฐานสถานียุคใหม่ต้องปลอดภัยสะดวกและเข้าถึงได้ทุกคน
กรมการขนส่งทางบกมุ่งทบทวนหลักเกณฑ์และมาตรฐานการบริหารจัดการสถานีขนส่งผู้โดยสารที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ซึ่งกำหนดภารกิจของผู้บริหารสถานีในด้านการวางแผน กำกับดูแล และการประเมินผลของกรมการขนส่งทางบก โดยพิจารณาปรับปรุงหลักเกณฑ์บางส่วนให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการเดินทาง เทคโนโลยี และรูปแบบบริการที่เปลี่ยนแปลงไป แนวทางพัฒนาสถานีขนส่งผู้โดยสารยุคใหม่จะให้ความสำคัญกับมาตรฐานความปลอดภัย การจัดระเบียบจุดขึ้น–ลงรถ พื้นที่พักคอยและสิ่งอำนวยความสะดวกที่เหมาะสม รวมถึงการออกแบบเพื่อประชาชนทุกกลุ่ม (Universal Design) โดยเฉพาะผู้สูงอายุและคนพิการ ตลอดจนการจัดให้มีข้อมูลเส้นทาง ตารางเดินรถ
และจุดเชื่อมต่อที่ชัดเจน เข้าถึงได้ง่าย พร้อมพิจารณานำเทคโนโลยีดิจิทัลมาสนับสนุนการให้บริการ โดยคำนึงถึง
ความเหมาะสมของต้นทุนและความสามารถในการบริหารจัดการ เพื่อให้มาตรฐานที่กำหนดสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง
สถานีไม่จำเป็นต้องใหญ่แต่ต้องตอบโจทย์เมืองและสร้างโอกาสให้ชุมชน
การพัฒนาสถานีขนส่งผู้โดยสารจำเป็นต้องมีรูปแบบที่ยืดหยุ่นและเหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่
ทั้งเมืองหลัก เมืองชายแดน และระดับอำเภอ โดยไม่จำเป็นต้องก่อสร้างสถานีขนาดใหญ่ในทุกแห่ง แต่สามารถพัฒนาเป็นสถานีขนาดเหมาะสม สถานีย่อย หรือจุดรับ–ส่งผู้โดยสารร่วมที่เชื่อมต่อกับรถสองแถว รถแท็กซี่ และรถจักรยานยนต์รับจ้าง พร้อมพื้นที่พักคอยและจุดนัดรับที่ชัดเจน เพื่ออำนวยความสะดวกและลดปัญหาจุดจอดรับ – ส่ง ที่กระจัดกระจาย นอกจากนี้ สถานีขนส่งผู้โดยสารยังมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นพื้นที่สาธารณะ (Public Space) และศูนย์กลางกิจกรรมของเมือง โดยเชื่อมโยงกับตลาด ร้านค้า แหล่งท่องเที่ยว และวิถีชีวิตชุมชน พร้อมพิจารณาแนวทางร่วมลงทุนกับภาคเอกชน และใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ให้เกิดความคุ้มค่า เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจ กระจายรายได้สู่ท้องถิ่น และส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืน
ท้องถิ่นร่วมออกแบบใช้ข้อมูลพัฒนาระบบขนส่งที่ตรงความต้องการ
อีกหนึ่งกลไกสำคัญคือการส่งเสริมบทบาทองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการร่วมวางแผนและบริหารจัดการระบบขนส่งสาธารณะ เนื่องจากท้องถิ่นมีความใกล้ชิดและเข้าใจความต้องการเดินทางของประชาชน โดยกรมการขนส่งทางบกได้ถ่ายโอนภารกิจบริหารสถานีขนส่งผู้โดยสารบางส่วนให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมาตั้งแต่ปี 2548 ขณะที่กรมยังคงทำหน้าที่วางแผน กำกับดูแล และประเมินผล ทั้งนี้ ร่างแก้ไขกฎหมายการขนส่งทางบกที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของสภามุ่งเพิ่มอำนาจให้คณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกประจำจังหวัด เพื่อให้หน่วยงานระดับจังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีบทบาทในการจัดตั้งและจัดให้มีสถานีขนส่งผู้โดยสาร รวมถึงการกำหนดเส้นทางการเดินรถ การกำหนดอัตราค่าโดยสาร และการวางแผนจุดเชื่อมต่อการเดินทาง ตามขอบเขตอำนาจหน้าที่
ที่กฎหมายกำหนด เพื่อให้ระบบขนส่งสาธารณะตอบโจทย์สภาพพื้นที่และความต้องการเดินทางของประชาชนมากขึ้นแนวทางดังกล่าวให้ความสำคัญกับการใช้ข้อมูลและความต้องการของคนในพื้นที่เป็นพื้นฐานในการออกแบบระบบขนส่งสาธารณะ (Bottom-up Approach) ควบคู่กับการพัฒนาฐานข้อมูลเส้นทางรถโดยสารประจำทางหมวด 2 และหมวด 3 เพื่อนำไปใช้วางแผนโครงข่ายการเดินรถ และต่อยอดสู่การเปิดเผยข้อมูล (Open Data) สำหรับพัฒนาเครื่องมือค้นหาเส้นทางและวางแผนการเดินทางในอนาคต
มากกว่าจุดขึ้น–ลงรถสู่การเดินทางที่ดีและคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน
การยกระดับสถานีขนส่งผู้โดยสารยุคใหม่จึงไม่ใช่เพียงการปรับปรุงอาคารสถานที่ แต่เป็นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการเดินทางให้เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตและการเติบโตของเมือง รวมทั้งอาศัยข้อมูลการเดินทาง
ข้อค้นพบจากการสำรวจ และการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ผู้ประกอบการ และหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อกำหนดแนวทางพัฒนาที่เหมาะสม ให้ประชาชนได้รับบริการขนส่งสาธารณะที่มีมาตรฐาน สะดวก ปลอดภัย และเข้าถึงได้อย่างทั่วถึง ช่วยลดข้อจำกัดในการเดินทาง เพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งงาน สถานศึกษา สถานพยาบาล และแหล่งท่องเที่ยว ควบคู่กับการกระตุ้นเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชน เพื่อให้สถานีขนส่งผู้โดยสารสามารถปรับตัวและ “โตไปพร้อมเมือง” ได้อย่างยั่งยืน
สามารถติดตามข่าวสารของกรมการขนส่งทางบกได้ทางเว็บไซต์ www.dlt.go.th Facebook: กรมการขนส่งทางบก PR.DLT.News หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วน 1584
