- บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของไทย ประกาศความยิ่งใหญ่และทิศทางยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญภายใต้โรดแมป 5 ปี
- กางแผนรุก 5 ปี (2569–2573) เตรียมเปิดตัวรวม 30 โครงการใหม่มูลค่ารวม 40,000 ล้านบาทดันมูลค่าพอร์ตสะสมรวมสู่ 80,000 ล้านบาทหนุนภูเก็ตสู่ “เมืองมหานครระดับโลก (Global Metropolitan)” ที่เติบโตยั่งยืน พร้อมโชว์ศักยภาพการเติบโตของตลาดอสังหาริมทรัพย์ภูเก็ตที่แข็งแกร่ง
- ครึ่งปีหลัง 2569 เดินหน้าเปิดตัว 7 โครงการใหม่ในทำเลศักยภาพ หาดป่าตอง, สามกอง, เชิงทะเลซอย 3, ป่าสัก, บางโจ, พรุจำปา และหาดราไวย์ พร้อมวางเป้าขยายฐานรับดีมานด์รอบเกาะภูเก็ตในโรดแมป 5 ปี
- ไฮไลท์ – ขยายพอร์ตโฟลิโอครั้งแรกของแสนสิริ! เปิดตัวลักซ์ชัวรี พูลวิลล่า ในภูเก็ต 2 โครงการ คือ “เดอะ เทลส์ สตอรี่ วัน บางโจ” (The Tales Story One Bangjo) และ “เดอะ เทลส์ สตอรี่ ทู ป่าสัก” (The Tales Story Two Pasak) ตอกย้ำผู้นำตลาดลักชัวรีไทย

นายภูมิชาย มัธยมภพภิญโญ กรรมการผู้จัดการกลุ่มธุรกิจพัฒนาโครงการภาคใต้บริษัทแสนสิริจำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “ภูเก็ตในวันนี้ กำลังก้าวข้ามการเป็น “Holiday Island” หรือ เกาะแห่งการพักผ่อน ไปสู่ “Global Metropolitan” หรือมหานครระดับโลกที่มีความแข็งแกร่งและพร้อมรองรับการอยู่อาศัยระยะยาวอย่างสมบูรณ์แบบ สิ่งที่เป็นแรงขับเคลื่อนหลักคือ Mega Infrastructure มูลค่ามหาศาลจากภาครัฐ ทั้งโครงข่ายการเชื่อมต่อทางอากาศด้วยการขยายสนามบินภูเก็ตเฟส 2 เพื่อรองรับผู้โดยสารสู่ 20 ล้านคน รวมถึงเม็ดเงินกว่า 62,000 ล้านบาท ในระบบคมนาคมทางบก ทั้งทางด่วนและอุโมงค์กะทู้-ป่าตอง ที่เชื่อมโยงพื้นที่เหนือ-ใต้เข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ
“นอกจากนี้ ภูเก็ตได้ก้าวสู่การเป็นจุดหมายปลายทางระดับโลกที่พึ่งพาตนเองได้อย่างสมบูรณ์ (Self-Sustaining International Destination) ด้วยแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งในทุกมิติ ทั้งการเชื่อมต่อระดับสากลด้วยเที่ยวบินเฉลี่ยสูงถึง 290 เที่ยวบินต่อวัน รองรับ 71 เมืองใน 36 ประเทศทั่วโลก ควบคู่ไปกับภาคการท่องเที่ยวที่สร้างรายได้สะพัดกว่า 500,000 ล้านบาท นอกจากนี้ ภูเก็ตยังเป็นศูนย์กลางการอยู่อาศัยและการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดจากกลุ่ม Expat โดยมีการขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐานด้านไลฟ์สไตล์ระดับลักชัวรี อาทิ การทุ่มทุนกว่า 137,000 ล้านบาทในการขยายเฟสใหม่ของเซ็นทรัล ภูเก็ต รวมถึงยกระดับสู่ศูนย์กลางเมดิคัลฮับด้วยเมกะโปรเจกต์บริการสุขภาพ เช่น โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล ภูเก็ต (มูลค่าการลงทุน 4.3 พันล้านบาท) โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ และ Clinique La Prairie พร้อมกันนี้ยังรองรับการย้ายถิ่นฐานของครอบครัวยุคใหม่ด้วยระบบการศึกษาระดับนานาชาติที่เติบโตถึง 51% ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา โดยปัจจุบันมีโรงเรียนนานาชาติชั้นนำรวมถึง 19 แห่ง และมีนักเรียนต่างชาติมากกว่า 5,000 คน จาก 50 กว่าสัญชาติทั่วโลก รวมถึงโรงเรียนนานาชาติชั้นนำระดับโลก เช่น NLCS Phuket (North London Collegiate School) และ Glenalmond Phuket International School (GPIS) (เกลนอัลมอนด์) ที่จ่อคิวเปิดตัวในเดือนสิงหาคมนี้ และการขยายตัวของ HeadStart International School ในย่านเชิงทะเล ขณะเดียวกัน ภูเก็ตยังทำหน้าที่เป็น The World-Class Event Magnet (แม่เหล็กดึงดูด Global Citizens) หรือสถานที่จัดงานระดับโลก (World-Class Event Destination) ไม่ว่าจะเป็นเทศกาลดนตรีระดับโลกอย่าง EDC หรือมหกรรมกีฬาทางน้ำระดับสากลอย่าง Phuket King’s Cup Regatta อีเวนต์เหล่านี้ไม่ได้ดึงแค่เม็ดเงินชั่วคราว แต่เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาสำคัญที่ทำให้ ภูเก็ต เป็น Global Citizens ตัดสินใจเปลี่ยนจาก “นักท่องเที่ยว” มาเป็น “ผู้อยู่อาศัยระยะยาว” แรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งทั้งหมดนี้คือรากฐานสำคัญที่เปลี่ยนภูเก็ตให้กลายเป็นเป้าหมายการพำนักระยะยาว (Long-Stay Destination) ของกลุ่มทุนและประชากรระดับมหาเศรษฐีทั่วโลกอย่างแท้จริง” นายภูมิชาย กล่าว




ปัจจัยบวกทั้งหมด ส่งผลให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ภูเก็ตมี Market Resilience หรือความยืดหยุ่นแข็งแกร่งอย่างชัดเจน โดยมีมูลค่าตลาดรวมที่อยู่ระหว่างการขายสูงถึง 194,000 ล้านบาท (ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย (AREA) นับเป็นตลาดอสังหาฯ ที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ของประเทศไทย มีความเร็วในการขายสูงกว่าย่าน Prime ของกรุงเทพฯ ถึง 2 เท่า ขณะที่ในเซกเมนต์ Luxury Villa ก็เติบโตอย่างมั่นคงถึง 12.9% (ข้อมูล ณ ครึ่งแรกของปี 2026 โดย CBRE / Knight Frank) ซึ่งตัวเลขทั้งหมดนี้ขับเคลื่อนด้วย Real Demand จากกลุ่มผู้ซื้อระดับสากล ไม่ใช่การเก็งกำไรระยะสั้น และหากเรามองภาพภูเก็ตแบบเปรียบเทียบกับเมืองท่าตากอากาศและจุดจอดเรือ Superyacht ระดับโลก ภูเก็ตในโซน Prime อย่างบางเทาและเชิงทะเล ให้ผลตอบแทนสุทธิ หรือ Net Rental Yield อยู่ที่ 6.0% – 8.0% ซึ่งเป็นตัวเลขที่ชนะหัวเมืองตากอากาศฝั่งยุโรปอย่าง แซงต์-โตรเปซ์ (3.0% – 4.5%) หรือโมนาโก (1.5% – 2.5%) อย่างขาดลอย เนื่องจากเมืองเหล่านั้นมีข้อจำกัดเรื่องต้นทุนราคาที่ดินที่สูงลิ่วจนเพดาน Yield ต่ำลง และมีช่วงไฮซีซันที่สั้นกว่าภูเก็ตที่มี Footprint ท่องเที่ยวยาวนานถึง 10 เดือนต่อปี
แสนสิริยังประสบความสำเร็จอย่างโดดเด่นในการสร้างเสถียรภาพและการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับตลาดอสังหาริมทรัพย์ในภูเก็ต ด้วยกลยุทธ์การกระจายกลุ่มผู้ซื้อที่หลากหลายจากทั่วทุกมุมโลก เพื่อลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งและเสริมสร้างความแข็งแกร่งในระยะยาว โดยสถิติล่าสุด (ข้อมูล ณ ปี 2568) ระบุว่า กลุ่มผู้ซื้อต่างชาติ 5 อันดับแรกของแสนสิริในภูเก็ต นำโดยกลุ่มผู้ซื้อชาวรัสเซีย ซึ่งมีสัดส่วนสูงที่สุดถึง 31% ของยอดซื้อต่างชาติทั้งหมด ตามมาด้วยชาวจีน 12% ชาวอิสราเอล 8% ชาวฝรั่งเศส 7% และชาวอังกฤษ 4% ตามลำดับ ซึ่งการผสมผสานของกลุ่มอุปสงค์ระดับสากลที่สมดุลนี้ ไม่เพียงแต่ช่วยขับเคลื่อนยอดขายให้เติบโตอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี แต่ยังสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนนานาชาติต่อแบรนด์แสนสิริ รวมทั้งการกระจายตัวเชิงกลยุทธ์นี้ ยังทำให้พอร์ตการดูดซับของแสนสิริในภูเก็ตมีความปลอดภัยจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์โลกและมีเสถียรภาพระยะยาว
“แสนสิริมองภูเก็ตเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์หลักรองจากกรุงเทพฯ วันนี้เราขอประกาศ Sansiri’s 80 Billion Strategic Roadmap ที่มุ่งพลิกโฉมภูเก็ตสู่ “Global Metropolitan” หรือ “มหานครระดับโลก” ด้วยความเชี่ยวชาญและความไว้วางใจที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน หากดูจากเส้นทาง Sansiri Journey in Phuket ตั้งแต่ปี 2011 หรือเมื่อ 15 ปีที่แล้ว ตั้งแต่โครงการแรกดีคอนโด กะทู้ ขยายสู่การสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่อย่างบ้านไม้ขาว และ เดอะ เดค ป่าตอง จนมาถึงโครงการพรีเมียมในปัจจุบันอย่างแคนวาส เชิงทะเล และเดอะ เบส เชิงทะเล แสนสิริได้ส่งมอบความสุขของการอยู่อาศัยที่มีคุณภาพไปแล้วกว่า 40,000 ล้านบาทรวม 11,000 ยูนิต สถิตินี้พิสูจน์ชัดเจนว่า “เราไม่ใช่ผู้เล่นหน้าใหม่ที่เพิ่งเข้ามาตามกระแสแต่เราคือผู้บุกเบิกและเติบโตร่วมกับคนภูเก็ตมาตลอดกว่าทศวรรษ”
สำหรับก้าวต่อไปในแผนยุทธศาสตร์ 5 ปี (2569 – 2573) แสนสิริจะดันการพัฒนาโครงการเชิงรุกด้วยการเปิดตัว 30 โครงการใหม่มูลค่ารวมกว่า 40,000 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการแนวราบ 13 โครงการ (15,000 ล้านบาท) และคอนโดมิเนียม 17 โครงการ (25,000 ล้านบาท) เพื่อขับเคลื่อนให้มูลค่าพอร์ตสะสมของเราทะยานสู่ 80,000 ล้านบาท ตามเป้าหมายได้อย่างมั่นคง โดยในครึ่งปีหลังของปี 2569 (H2/2026) นี้ เราพร้อมลุยไฮไลท์เปิดตัว 7 โครงการใหม่ในทำเลศักยภาพ ได้แก่ หาดป่าตอง, สามกอง, เชิงทะเลซอย 3, ป่าสัก, บางโจ, พรุจำปา และหาดราไวย์ พร้อมวางเป้าขยายฐานรับดีมานด์รอบเกาะภูเก็ตในโรดแมป 5 ปี เพื่อครอบคลุมดีมานด์ในทุกมิติ อาทิ
คอนโดมิเนียม ใน 4 ทำเลศักยภาพ
- หาดป่าตอง (เริ่มต้น 3.9 – 10.9 ล้านบาท)
- หาดราไวย์ (เริ่มต้น 4.99 ล้านบาท)
- สามกอง (เริ่มต้น 2.99 ล้านบาท)
- “แคนวาซ พาเลท” (CANVAZ Palette Cherngtalay) เชิงทะเล ซอย 3 (2 ห้องนอน เริ่มต้น 8.99 ล้าน)
ครั้งแรกของแสนสิริ! เปิดตัวลักซ์ชัวรี พูลวิลล่า ในภูเก็ต
- เดอะ เทลส์ บางโจ (เริ่มต้น 45 ล้านบาท)
- เดอะ เทลส์ ป่าสัก
- พรุจำปา
“ในภาวะตลาดอสังหาฯ ภูเก็ตปัจจุบันที่มีการแข่งขันสูง คำถามสำคัญคือ “ทำไมลูกค้าต้องเลือกแสนสิริ?” คำตอบคือ Sansiri Brand Trust & Excellence ที่การันตีความคุ้มค่าสูงสุดในแง่การสร้างผลตอบแทนจากการปล่อยเช่าที่สูงและสม่ำเสมอเฉลี่ย 8 – 10% พิสูจน์ด้วยโครงการยอดนิยม เดอะ เบส เชิงทะเล, แคนวาส เชิงทะเท และ เดอะ เบส บูกิต ที่ปัจจุบันมี Rental Yield ในระดับสูงต่อเนื่องและกลายเป็นสินทรัพย์ที่ผู้เช่ามองหามากที่สุด ทั้งหมดนี้เกิดจากความใส่ใจในดีไซน์ ทำเลศักยภาพที่ปล่อยเช่าง่าย และการบริการที่เข้าใจอินไซต์ของกลุ่ม Global High-Net-Worth อย่างแท้จริง
ด้วยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญกว่า 40 ปีของแสนสิริ และความผูกพันกับตลาดภูเก็ตมายาวนานกว่า 15 ปีการันตีด้วยสำนักงาน Head Office แห่งที่สองในพื้นที่ ทำให้เราเข้าใจอินไซต์และพร้อมส่งมอบ Sansiri Ecosystem ที่สมบูรณ์แบบ ผ่าน “อาวุธลับ” เหนือคู่แข่งที่สำคัญอย่าง Plus Property ที่ดูแลการบริการอย่างเชี่ยวชาญ ผสานความแข็งแกร่งกับทีม International Support มืออาชีพ ท่ามกลางภาวะตลาดภูเก็ตที่มีการแข่งขันสูง Ecosystem ที่แข็งแกร่งของแสนสิรินี้คือสิ่งยืนยันว่า ทุกตารางนิ้วคือพื้นที่แห่งความมั่นคงและตอบโจทย์สูงสุด ทั้งในแง่ของการอยู่อาศัยด้วยคุณภาพ ควบคู่ไปกับการลงทุนที่คุ้มค่า ในฐานะผู้นำตัวจริงที่ได้รับความเชื่อมั่นและไว้วางใจในภูเก็ต”
#แสนสิริภูเก็ต #SansiriInclusiveGrowth #SansiriPhuket
#SansiriNo1Brand #แสนสิริแบรนด์อันดับหนึ่ง
