Headlines

From Lab to Market! สจล. หนุน “ลาดกระบังนิทรรศน์ 2569” สู่ตลาดกลางเชื่อม  400 นวัตกรรมคุณภาพกับภาคเอกชนเปิด Business Matching ปั้นคู่ธุรกิจ–ผลิตภัณฑ์ใหม่พร้อมโชว์ 10 พาวิลเลียนและผลงานไฮไลต์สร้างโอกาสเศรษฐกิจประเทศ

สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ยกระดับบทบาทครั้งสำคัญสู่การเป็น “ผู้เชื่อมโยงระบบนิเวศนวัตกรรมไทย” ผนึกกำลังพันธมิตรสำคัญทั้งภาครัฐและเอกชน นำโดย ธนาคารกรุงไทย กลุ่มธุรกิจ TCP และบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น ร่วมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมแห่งอนาคตของประเทศ ผ่านการจัด “KMITL EXPO 2026 – ลาดกระบังนิทรรศน์ 2569” โชว์ผลงานวิจัย – นวัตกรรมศักยภาพสูงฝีมือคน สจล. กว่า 400 ผลงาน เพื่อสร้างโอกาสในการนำไปใช้และต่อยอดจริง ควบคู่กับการถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยี และประสบการณ์ด้านนวัตกรรมสู่ เยาวชน คนรุ่นใหม่ และสังคม
เพื่อเตรียมพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต พร้อมจัดแพลตฟอร์ม Business Matching เชื่อมเครือข่าย มหาวิทยาลัย – อุตสาหกรรม – ภาคธุรกิจ ดึงผลงานจากแล็บ ปั้นนวัตกรรมใหม่สู่ท้องตลาด พร้อมเปิดพื้นที่แห่งโอกาสครั้งสำคัญ 1-6 กันยายน 69 ณ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

รองศาสตราจารย์ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) เปิดเผยว่า หนึ่ง Pain Point สำคัญของนวัตกรรมไทยคือยังไม่สามารถออกจากมหาวิทยาลัยไปสู่การใช้งานและสร้างมูลค่าในตลาดได้จริง เนื่องจากนักวิจัยอาจมีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี แต่ยังขาดการเชื่อมต่อกับโจทย์ของผู้ใช้ กำลังการผลิต เงินทุน และช่องทางตลาด ขณะที่ภาคธุรกิจและภาคอุตสาหกรรมมีโจทย์ที่ต้องการนวัตกรรมเข้าไปแก้ปัญหา แต่ยังเข้าไม่ถึงงานวิจัยและนักพัฒนาที่มีศักยภาพ สจล. จึงมุ่งปิดช่องว่างดังกล่าวด้วยการสร้าง Connection ระหว่างมหาวิทยาลัย ภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรม และนักลงทุน
ผ่านการจัดงาน “KMITL EXPO 2026 – ลาดกระบังนิทรรศน์ 2569” ให้เป็นแพลตฟอร์มที่นำทุกภาคส่วน
มาเชื่อมต่อและพัฒนานวัตกรรมร่วมกัน ให้เข้ามาร่วมคัดเลือก ทดสอบ และพัฒนานวัตกรรมตั้งแต่ระดับต้นแบบไปจนถึงการผลิตเชิงพาณิชย์ เพื่อเปลี่ยนผลงานวิจัยให้เป็นผลิตภัณฑ์ บริการ หรือเทคโนโลยีที่มีผู้ใช้ มีตลาด
และสร้างรายได้จริง พร้อมยกระดับมหาวิทยาลัยจากผู้สร้างองค์ความรู้สู่กลไกที่ช่วยสร้างธุรกิจใหม่และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

สจล. เป็นสถาบันชั้นนำที่มีศักยภาพในการสร้างสรรค์งานวิจัยและนวัตกรรมพร้อมเปิดพื้นที่นำองค์ความรู้และศักยภาพด้านการเรียนรู้ของสถาบันออกสู่สังคมเพื่อให้นักเรียนนักศึกษาตลอดจนผู้ที่สนใจด้านนวัตกรรมได้เข้ามาสัมผัสผลงานสร้างสรรค์เรียนรู้และมองเห็นโอกาสในการนำองค์ความรู้ไปต่อยอดสู่ความสำเร็จโดยงานวิจัยและนวัตกรรมที่สจล. สร้างและพัฒนาขึ้นเพื่อแก้โจทย์สำคัญของประเทศในหลายมิติตั้งแต่เทคโนโลยีสุขภาพการเกษตรอาหารพลังงานไปจนถึงปัญญาประดิษฐ์และเทคโนโลยีขั้นสูงในโอกาสครบรอบ 66 ปีของสถาบันจึงยกระดับบทบาทสู่การเป็น ผู้เชื่อมโยงระบบนิเวศนวัตกรรมไทย ผ่านการจัดงาน “KMITL EXPO 2026 – ลาดกระบังนิทรรศน์ 2569” ภายใต้แนวคิด “From Lab to Life” เพื่อนำกว่า 400 งานวิจัยศักยภาพสูงจากมหาวิทยาลัยมาพบกับโจทย์ความต้องการและทรัพยากรของภาคเอกชนโดยตรงภายในงานไม่ได้มีเพียงการจัดแสดงผลงานแต่เปิดให้ภาคธุรกิจภาคอุตสาหกรรมและนักลงทุนจากทั้งไทยและต่างประเทศเข้ามาค้นหาเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์องค์กรเจรจากับเจ้าของผลงานและร่วมกำหนดแนวทางการต่อยอดตั้งแต่การทดลองใช้ในพื้นที่จริงการร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์การให้สิทธิ์ใช้เทคโนโลยีไปจนถึงการลงทุนและขยายกำลังผลิตเชิงพาณิชย์ซึ่งจะช่วยลดระยะทางระหว่าง งานวิจัยที่พร้อมต่อยอด กับ เอกชนที่กำลังมองหาโซลูชัน เพื่อให้การพบกันภายในงานสามารถพัฒนาไปสู่คู่ธุรกิจผลิตภัณฑ์ใหม่และมูลค่าทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริงได้นับเป็นการเปิดโอกาสนำเสนอศักยภาพงานวิจัยของไทยสู่ระดับสากลที่จะช่วยดึงเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศให้มาลงทุนต่อยอดจากนวัตกรรมได้มากขึ้น

รองศาสตราจารย์ดร.คมสันกล่าวเพิ่มเติมว่าสำหรับงาน “KMITL EXPO 2026 – ลาดกระบังนิทรรศน์ 2569” ในปีนี้จัดขึ้นภายใต้ความร่วมมือระหว่าง สจล. และพันธมิตรสำคัญทั้งภาครัฐและเอกชน นำโดย ธนาคารกรุงไทย กลุ่มธุรกิจ TCP และบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น โดยการนำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และศักยภาพด้านนวัตกรรมมาต่อยอดและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมแห่งอนาคตของประเทศร่วมกัน ในงาน KMITL EXPO 2026 มหกรรมนวัตกรรมครั้งยิ่งใหญ่แห่งปีของ สจล. เพื่อนำเสนองานวิจัย และนวัตกรรมผ่าน “Innovation Pavilion” ทั้งหมด 10 พาวิลเลียน ทั้งในในรูปแบบ Immersive และ Interactive ตลอดทั้ง 6 วัน โดยทั้ง 10 พาวิเลียน จะถูกแบ่งประเภทตามเทคโนโลยี และนวัตกรรมที่ตอบความต้องการของภาคอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ไม่ว่าจะเป็น

  • พาวิลเลียนสุขภาพและคุณภาพชีวิต (Health & Wellness Pavilion) ชูผลงาน KidneyScan+
    แอพพลิเคชันบนโทรศัพท์มือถือเพื่อตรวจคัดกรองโรคไตเรื้อรังและโรคนิ่วด้วยระบบประมวลผล assisted Image Analysis ที่รายงานผลอย่างรวดเร็ว สามารถคัดกรองได้ทั้งโรคไตเรื้อรังและนิ่ว
    ในปัสสาวะในอุปกรณ์เดียว พร้อมบันทึกและติดตามผลสุขภาพย้อนหลังได้อย่างต่อเนื่อง
  • พาวิลเลียนอาหารแห่งอนาคต (NextGen Food Pavilion)  นำเสนอผลงานไฮไลท์ อาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพจากปลายข้าว กข43 นำปลายข้าวหรือข้าวหักจากการสีข้าว ซึ่งยังคงคุณค่าทางโภชนาการเช่นเดียวกับข้าวเต็มเมล็ดและมีดัชนีน้ำตาลต่ำ มาแปรรูปโดยใช้วัตถุดิบครบทุกส่วน โดยเริ่มจากสกัดน้ำข้าวเพื่อพัฒนาเป็น “น้ำนมข้าวพรีไบโอติกและโพรไบโอติก” หลากหลายรสชาติ ส่วนกากข้าวนำไปผลิตเป็น “สแน็คกรอบโปรตีนสูงจากพืช” เป็นการใช้ประโยชน์จากข้าวหักได้ครบทุกส่วน กระบวนการผลิตไม่ซับซ้อน ช่วยเพิ่มมูลค่าให้วัตถุดิบ และพร้อมต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพเชิงพาณิชย์
  • พาวิลเลียนเทคโนโลยีการเกษตร (AgriTech Pavilion) กับ นวัตกรรมปุ๋ยอินทรีย์และชีวภัณฑ์เพื่อเกษตรอินทรีย์ยุคใหม่ สูตรเสมอ N-P-K ที่ผลิตจากวัสดุธรรมชาติ ผ่านกระบวนการหมักและใช้จุลินทรีย์ช่วยย่อยสลาย ปรับโครงสร้างดิน และส่งเสริมการเติบโตของจุลินทรีย์ในดิน โดยมีค่า pH
    เป็นกลางและอินทรียวัตถุ 20% สะท้อนการต่อยอดงานวิจัยสู่โซลูชันการเกษตรที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลดินและพืชอย่างยั่งยืน
  • พาวิลเลียนกราฟีน (Graphene Pavilion) ที่นำนวัตกรรม เรือคายัคไฟฟ้าสันทนาการเพื่อการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ เรือไฟฟ้าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมแบตเตอรี่ถอดเปลี่ยนได้ ออกแบบสำหรับพื้นที่ธรรมชาติ ช่วยลดมลพิษอากาศ เสียงรบกวน และเวลาหยุดรอชาร์จ เพื่อให้บริการได้ต่อเนื่อง มาจัดแสดง
  • พาวิลเลียนปัญญาประดิษฐ์และอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (AI-IoT Pavilion) กับนวัตกรรม ชุดดับไฟป่าอัจฉริยะและรองเท้าทนความร้อน ที่ผสานเทคโนโลยี IoT เข้ากับชุดปฏิบัติงานภาคสนาม
    ประกอบด้วยระบบเซนเซอร์ตรวจวัด อุณหภูมิ ชีพจร ค่าออกซิเจนในเลือด และตำแหน่ง GPS
    แบบเรียลไทม์ พร้อมระบบระบายความร้อนอัตโนมัติและการจัดเก็บข้อมูลภารกิจผ่านระบบคลาวด์ พร้อมโครงสร้างแบบ Modular ที่สามารถถอดซ่อมและยืดอายุการใช้งานได้ ช่วยเสริมการทำงานให้แก่นักผจญเพลิงได้มากขึ้น
  • พาวิลเลียนนวัตกรรมเพื่อการอยู่อาศัยอัจฉริยะ (SMART living Pavilion) ที่นำเสนอไฮไลท์อย่างอิฐบล็อกอัจฉริยะที่สามารถให้แสงสว่างทางเดินด้วยแบตเตอรี่ในตัว  สามารถจ่ายกระแสไฟ
    ให้หลอด LED ได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีแรงดันไฟฟ้าสูงถึง 0.70 โวลต์ พร้อมแนวคิด Local Material Innovation ที่ใช้วัสดุพื้นฐานในประเทศมาพัฒนาเป็นวัสดุเทคโนโลยีสูง ลดการพึ่งพาวัสดุราคาแพง
    จากต่างประเทศ พร้อมคุณสมบัติด้านความปลอดภัยสูง ไม่ใช้สารเคมีอันตราย ไม่รั่วไหล และเป็น
    มิตรต่อสิ่งแวดล้อม 
  • พาวิลเลียนเทคโนโลยีอวกาศ (Space Pavilion) กับนวัตกรรมไฮไลท์ แคปซูลสงครามอิเล็กทรอนิกส์สำหรับติดตั้งบนอากาศยานไร้คนขับ เพื่อการปกป้องน่านฟ้าพื้นที่ชายแดน
    (EW Pod) อุปกรณ์ขนาดเล็กที่พัฒนาขึ้นเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของโดรนในการเฝ้าระวังและตรวจจับสัญญาณในพื้นที่เป้าหมาย สามารถเคลื่อนที่และควบคุมการทำงานจากระยะไกล พร้อมรองรับ
    การตรวจจับและตอบโต้สัญญาณ 
  • พาวิลเลียนเทคโนโลยีควอนตัมและนาโน (Quantum & Nanotech Pavilion) นำเสนอ ทุ่นดักจับคราบน้ำมันประสิทธิภาพสูงจากเส้นใยนาโนธรรมชาติ ที่นำวัชพืชอย่างดอกธูปฤาษี มาสร้างมูลค่าเพิ่ม ด้วยการพัฒนาเป็นวัสดุคาร์บอนโครงสร้างนาโนพรุนที่มีพื้นที่ผิวสูง สามารถดูดซับคราบน้ำมันและไขมันได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมออกแบบทุ่นจากพลาสติกรีไซเคิลให้สามารถปรับตัวตามสภาวะคลื่น ช่วยให้วัสดุดูดซับทำงานได้เต็มประสิทธิภาพในแหล่งน้ำเปิด สะท้อนการนำเทคโนโลยีนาโนมาสร้างโซลูชันจัดการมลพิษจากวัสดุธรรมชาติและวัสดุเหลือใช้ พร้อมเพิ่มมูลค่าให้ทรัพยากรที่มีอยู่ในประเทศ
  • พาวิลเลียนนิวเคลียร์ Nuclear Pavilion กับการหยิบเอา เครื่องกำเนิดพลาสมาความดันบรรยากาศแบบอาร์เรย์ สำหรับผลิต Plasma Activated Water มานำเสนอ โดยนวัตกรรมนี้
    เป็นการนำเทคโนโลยีทการผสานพลาสมา ประยุกต์การทำงานร่วมกับกับระบบ IoT และการควบคุมอัตโนมัติ เพื่อผลิตน้ำพลาสมาสำหรับต่อยอดการใช้งานหลากหลาย ทั้งการบำบัดสารปนเปื้อนในน้ำ
    การฆ่าเชื้อ และการส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืช ตอบโจทย์ทั้งภาคอุตสาหกรรม เกษตรกรยุคใหม่ พร้อมศักยภาพในการต่อยอดเป็นเทคโนโลยีสำหรับการจัดการน้ำและการเกษตรแห่งอนาคต 
  • ปิดท้ายที่ พาวิลเลียนองค์ความรู้และการเรียนรู้แห่งอนาคต (Knowledge Pavilion) นำเสนอ นวัตกรรมเพื่อการเรียนรู้ด้วยหนังสือนิทานดนตรีมีเสียงโต้ตอบ เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดเชิงบริหารสำหรับเด็ก 0-5 ปี เพื่อส่งเสริมกระบวนการทำงานของสมองส่วนหน้าที่ทำหน้าที่ควบคุมความคิด อารมณ์ และพฤติกรรม ในเด็กปฐมวัย (Executive Function : EF) นอกจากสร้างรูปแบบการเรียนรู้
    ที่แตกต่างจากหนังสือนิทานทั่วไปแล้ว ยังมีศักยภาพต่อยอดเชิงพาณิชย์ ทั้งการให้สำนักพิมพ์รับสิทธิ์เทคโนโลยีระบบเสียง หรือร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์หนังสือนิทานดนตรีสู่ตลาดเด็กและครอบครัว

สำหรับงาน “KMITL EXPO 2026 – ลาดกระบังนิทรรศ์ 2569” จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1-6 กันยายน 2569
ณ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง นอกจากการเปิดพื้นที่ให้ผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสผลงานวิจัยและนวัตกรรมแห่งอนาคตผ่าน 10 Innovation Pavilions แล้ว ยังมีกิจกรรมการเรียนรู้และค้นหาตัวตนสำหรับเยาวชน ทั้ง WORKSHOP กว่า 140 กิจกรรม ที่นำองค์ความรู้จากห้องเรียนและห้องปฏิบัติการมาสู่การทดลองลงมือทำจริง ครอบคลุมตั้งแต่วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ การถ่ายภาพ การทำอาหาร
ไปจนถึงภาษาและวัฒนธรรม และกิจกรรมเปิดบ้าน OPEN HOUSE จาก 14 คณะ 3 วิทยาลัย และ 1 วิทยาเขต เพื่อให้น้องๆ นักเรียนที่สนใจศึกษาต่อในรั้ว สจล. ได้มีโอกาสเจาะลึกหลักสูตร ชีวิตการเรียน และเส้นทางสู่อาชีพ ตลอดจนพูดคุยและรับคำแนะนำเรื่องการเตรียมตัวสอบเข้าจากรุ่นพี่ สจล. โดยตรง มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนงานวิจัยไทยให้กลายเป็นนวัตกรรมที่สร้างการขับเคลื่อนประเทศได้จริง ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมและลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่ https://expo.kmitl.ac.th