สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) เดินหน้ายกระดับความพร้อมของสนามบินภูมิภาคและโครงข่ายการบินของประเทศ รับการเดินทางทางอากาศที่ขยายตัว ถึงแม้ว่าจะเกิดสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่ในช่วงเดือนมกราคม – กรกฎาคม 2569 ประเทศไทยมีจำนวนผู้โดยสารทางอากาศรวม 85.16 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.48 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า
โดยผู้โดยสารภายในประเทศ มีจำนวน 39.26 ล้านคน เพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 1.64 ขณะที่ผู้โดยสารระหว่างประเทศ มีจำนวน 45.91 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.34 พร้อมชูแนวคิด “สนามบินเล็ก มาตรฐานไม่เล็ก”
ยืนยันการเติบโตของสนามบินทุกระดับต้องอยู่บนมาตรฐานความปลอดภัยและความพร้อมที่เหมาะสมกับภารกิจ ควบคู่การพัฒนาระบบน่านฟ้าและการบริหารจราจรทางอากาศ การให้บริการการเดินอากาศที่เหมาะสม
และการกำกับดูแลสายการบินและเส้นทางบินใหม่ตามมาตรฐาน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับเที่ยวบิน กระจายการเชื่อมโยงการเดินทาง และสนับสนุนโอกาสทางเศรษฐกิจสู่ภูมิภาคอย่างยั่งยืน

พลอากาศเอกมนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) เปิดเผยว่า การเติบโตของการบินภูมิภาคเป็นโอกาสสำคัญในการกระจายการเดินทาง และกิจกรรมทางเศรษฐกิจให้เพิ่มขึ้นจากศูนย์กลาง ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงจุดขึ้นลงของอากาศยาน แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมโยงประชาชน นักท่องเที่ยว และภาคธุรกิจกับเมืองต่าง ๆ โดยเฉพาะพื้นที่ที่อยู่ห่างจากศูนย์กลางการบินหลัก สนามบินภูมิภาค
ที่มีความพร้อมจึงช่วยเพิ่มทางเลือกในการเดินทาง เชื่อมเมืองรองเข้ากับเมืองหลัก และเปิดโอกาสใหม่ให้แก่
การท่องเที่ยว การค้า และการลงทุนในพื้นที่ โดยการเติบโตของการเดินทางและกิจกรรมทางเศรษฐกิจดังกล่าวกำลังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้ประเทศไทยต้องเร่งพัฒนาสนามบินภูมิภาคให้มีศักยภาพรองรับความต้องการ
ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงบริบทของแต่ละพื้นที่ที่มีความแตกต่างและหลากหลาย ทั้งในด้านบทบาทของสนามบิน
ปริมาณและลักษณะการจราจร ตลอดจนโอกาสทางเศรษฐกิจที่แต่ละเมืองสามารถต่อยอดได้
“การเติบโตของการเดินทางทางอากาศไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะสนามบินหลักหรือหัวเมืองท่องเที่ยวขนาดใหญ่เท่านั้นโดยในช่วงเดือนมกราคม – กรกฎาคม 2569 มีผู้โดยสารภายในประเทศ 39.26 ล้านคนเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.64 และเที่ยวบินภายในประเทศ 281,896 เที่ยวบินเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.77 โดยมุ่งตรงสู่สนามบินภูมิภาคต่างๆขณะที่ข้อมูลของกรมท่าอากาศยาน (ทย.) ระบุว่าในปี 2568มีผู้โดยสารใช้บริการสนามบินในความรับผิดชอบรวม 14,230,036 คนโดยสนามบินศักยภาพสูง 6 แห่งได้แก่สุราษฎร์ธานีอุบลราชธานีขอนแก่นนครศรีธรรมราชอุดรธานีและกระบี่มีผู้โดยสารเฉลี่ย 2,500–5,000 คนต่อวันสะท้อนว่าการเดินทางทางอากาศในภูมิภาคมีฐานความต้องการที่ชัดเจนและสนามบินมีบทบาทในการเชื่อมโยงผู้โดยสารกับเมืองและแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่”
“สำหรับในเส้นทางบินระหว่างประเทศมีผู้โดยสารระหว่างประเทศมีจำนวน 45.91 ล้านคนเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.34 เที่ยวบินระหว่างประเทศ 263,598 เที่ยวบินลดลงร้อยละ 1.63 อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาเส้นทางบินระหว่างประเทศไทยและภูมิภาคยุโรปยังคงขยายตัวได้โดยส่วนหนึ่งเป็นผลจากการปรับเปลี่ยนรูปแบบการให้บริการของสายการบินและแนวโน้มของผู้โดยสารที่เลือกใช้เที่ยวบินตรงเพิ่มขึ้นแทนการเดินทางแบบต่อเครื่องผ่านภูมิภาคตะวันออกกลางส่งผลให้ในช่วงเดือนมกราคม – กรกฎาคม 2569 มีปริมาณเที่ยวบินรวม 16,998 เที่ยวบินเพิ่มขึ้นร้อยละ 9.02 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาสะท้อนถึงการขยายตัวของเที่ยวบินตรงระหว่างไทย – ยุโรปท่ามกลางข้อจำกัดของเส้นทางผ่านตะวันออกกลาง”
ผู้อำนวยการ CAATกล่าวเสริมว่า การพัฒนาสนามบินภูมิภาคให้เกิดผลลัพธ์ที่ยั่งยืน จึงไม่ใช่การขยายขนาดหรือเพิ่มเที่ยวบินให้ทุกแห่งด้วยรูปแบบเดียวกัน แต่ต้องออกแบบระดับการพัฒนาให้สอดคล้องกับศักยภาพ ความต้องการ และภารกิจของแต่ละพื้นที่ พร้อมยกระดับองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องทั้งระบบ ตั้งแต่ขีดความสามารถของสนามบิน ระบบน่านฟ้าและการบริหารจราจรทางอากาศ รูปแบบการให้บริการการเดินอากาศ ความพร้อมของสายการบินและบุคลากร ไปจนถึงระบบคมนาคมที่เชื่อมต่อกับสนามบิน CAAT จึงดำเนินการพัฒนาภายใต้หลักคิด “สนามบินเล็กมาตรฐานไม่เล็ก” ซึ่งไม่ได้มุ่งเป้าให้ทุกสนามบินต้องมีขนาดหรือรูปแบบการดำเนินงานเหมือนกัน แต่ทุกแห่งต้องมีมาตรฐานความปลอดภัยและระดับความพร้อมที่เหมาะสมกับบทบาท ปริมาณและลักษณะการจราจร รวมถึงความเสี่ยงเฉพาะของตนเอง เพื่อให้สามารถรองรับการเติบโต เชื่อมต่อกับโครงข่าย
การบินของประเทศ และเปลี่ยนศักยภาพของแต่ละพื้นที่ให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมวางแนวทางการกำกับดูแลใน 4 ด้านสำคัญ ได้แก่
1. การยกระดับมาตรฐานและความพร้อมของสนามบินภูมิภาค โดยประเมินขีดความสามารถ
ของสนามบิน พื้นที่ปฏิบัติการ สิ่งอำนวยความสะดวก และองค์ประกอบด้านความปลอดภัยให้สอดคล้องกับปริมาณและลักษณะของการจราจร 2. การพัฒนาระบบน่านฟ้าและการบริหารการจราจรทางอากาศ เพื่อให้สามารถรองรับปริมาณการใช้งานที่เพิ่มขึ้นอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ 3. การนำ Aerodrome Flight Information Service หรือ AFIS มาใช้ ให้เหมาะสมกับลักษณะและความหนาแน่นของการจราจรในแต่ละสนามบิน และ 4. การกำกับดูแลผู้ประกอบการสายการบินและเส้นทางบินใหม่ตามมาตรฐาน โดยพิจารณาความพร้อมของผู้ดำเนินการเดินอากาศ อากาศยาน บุคลากร และระบบการปฏิบัติการ ควบคู่กับความต้องการของตลาดและข้อกำหนดด้านความปลอดภัยและการกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง
ขณะเดียวกัน การพัฒนาความพร้อมด้านมาตรฐานและโครงสร้างพื้นฐานยังดำเนินควบคู่กับ มาตรการส่งเสริมให้เกิดเส้นทางบินใหม่สู่ภูมิภาคอย่างเป็นรูปธรรม โดยกรมท่าอากาศยาน (ทย.) ได้ดำเนินแนวคิด “Airport For Regional Development” เพื่อใช้ท่าอากาศยานเป็นกลไกเชื่อมโยงการคมนาคม เศรษฐกิจ และ
การท่องเที่ยว พร้อมออกมาตรการปรับลดค่าบริการขึ้นลงอากาศยานและค่าบริการที่เก็บอากาศยาน ร้อยละ 50 ทั้งเส้นทางภายในประเทศและระหว่างประเทศ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้สายการบินขยายเครือข่ายการบินเข้าสู่ภูมิภาค โดยสายการบินใหม่ได้รับส่วนลดเป็นระยะเวลา 6 เดือน และเส้นทางบินใหม่ได้รับส่วนลดเป็นระยะเวลา
1 ปี มาตรการมีผลตั้งแต่วันที่ 10 สิงหาคม 2569 ถึงวันที่ 9 สิงหาคม 2570 โดยสายการบินที่ประสงค์เข้าร่วมสามารถยื่นหนังสือแจ้งความจำนงต่อกรมท่าอากาศยาน
มาตรการดังกล่าวจะช่วยเสริมแนวทางการพัฒนาสนามบินภูมิภาคของภาครัฐให้ครบทั้งด้าน
“ความพร้อม” และ “โอกาส” โดย CAAT มีบทบาทในการเตรียมความพร้อมและกำกับดูแลให้องค์ประกอบ
ด้านการบินเป็นไปตามมาตรฐาน ขณะที่มาตรการของกรมท่าอากาศยานจะช่วยลดต้นทุนและสร้างแรงจูงใจ
ทางธุรกิจให้แก่สายการบินในการพิจารณาเปิดเส้นทางหรือเพิ่มความถี่เที่ยวบิน ซึ่งจะช่วยเปลี่ยนความต้องการเดินทางของตลาดไปสู่เส้นทางบินที่สามารถให้บริการได้จริงอย่างปลอดภัย ทั้งนี้ การตัดสินใจเปิดเส้นทางหรือ
เพิ่มความถี่ยังคงเป็นการพิจารณาของสายการบินตามความเหมาะสมทางธุรกิจ
“หัวใจของแนวคิด ‘สนามบินเล็กมาตรฐานไม่เล็ก’ คือสนามบินแต่ละแห่งไม่จำเป็นต้องเติบโตในรูปแบบเดียวกันแต่ต้องได้รับการพัฒนาให้เหมาะสมกับศักยภาพความต้องการและบริบทของพื้นที่โดยมีมาตรฐานความปลอดภัยเป็นรากฐานสำคัญเพราะเมื่อทุกองค์ประกอบของระบบการบินมีความพร้อมการเปิดเส้นทางใหม่จะไม่ใช่เพียงการเพิ่มทางเลือกในการเดินทางแต่จะเป็นการเปิดเส้นทางของผู้คนธุรกิจและโอกาสใหม่ไปสู่ภูมิภาคเป้าหมายของ CAAT คือการทำให้สนามบินทุกระดับสามารถเป็นส่วนหนึ่งของโครงข่ายการบินที่แข็งแกร่งและร่วมขับเคลื่อนการเติบโตของประเทศได้อย่างเต็มศักยภาพ” พลอากาศเอกมนัทฯ กล่าวทิ้งท้าย
