บทความโดยซีเมนส์
ช่วงหลายปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม (Food & Beverage หรือ F&B) ทั่วโลกเผชิญแรงกดดันจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ต้นทุนที่สูงขึ้น และความผันผวนของห่วงโซ่อุปทาน ขณะเดียวกัน การขยายตัวของเมืองและจำนวนประชากรโลกที่เพิ่มขึ้นยังผลักดันความต้องการอาหารให้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางข้อจำกัดของการเกษตรแบบดั้งเดิมและทรัพยากรที่มีอยู่ นอกจากนี้ ระบบอาหารทั่วโลกยังมีสัดส่วนการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 35% และใช้พลังงานเกือบหนึ่งในสามของการใช้พลังงานทั้งหมด ปัจจัยเหล่านี้ยิ่งตอกย้ำความจำเป็นในการยกระดับการผลิตอาหารให้มีประสิทธิภาพ ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และยั่งยืนมากขึ้น
รายงาน Siemens Infrastructure Transition Monitor 2025 ซึ่งสำรวจความคิดเห็นของผู้บริหารองค์กรชั้นนำ 1,400 คน ในฉบับเจาะลึกอุตสาหกรรม F&B สะท้อนมุมมองที่น่าสนใจว่า แม้ผู้บริหารในอุตสาหกรรม F&B กว่า 53% มองว่าธุรกิจจะยังคงเติบโต แต่มีเพียง 43% เท่านั้นที่มั่นใจว่าโครงสร้างพื้นฐานขององค์กรมีความยืดหยุ่นเพียงพอที่จะปรับตัวรับความผันผวนของตลาดได้อย่างรวดเร็ว
คำถามสำคัญสำหรับผู้ประกอบการ F&B จึงอยู่ที่ว่า จะสร้างความยืดหยุ่นให้กับโครงสร้างพื้นฐานการผลิตเพื่อให้สามารถผลิตได้มากขึ้นใช้ทรัพยากรน้อยลงและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ท่ามกลางการเติบโตและความเปลี่ยนแปลงของโลกได้อย่างไร
3 แนวทางขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานการผลิตสู่อนาคตของ F&B
1. เร่งนำระบบไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียนมาปรับใช้
จากผลสำรวจ 61% ของผู้ตอบแบบสอบถามเห็นว่า Electrification หรือการเปลี่ยนจากระบบที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในกระบวนการต่าง ๆ เช่น การทำความร้อน การทำความเย็น และการขนส่ง มาเป็นระบบที่ใช้พลังงานไฟฟ้า เป็นหนึ่งในกลไกที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการขับเคลื่อนระบบพลังงานไปสู่เป้าหมาย Net Zero โดยเฉพาะเมื่อไฟฟ้านั้นมาจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน ซึ่งจะช่วยให้ผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มลดการปล่อยคาร์บอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลสำรวจยังชี้ว่า ภาคอุตสาหกรรมการผลิตกำลังเดินหน้าในเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยองค์กรที่มีความพร้อมในระดับแถวหน้า (Mature/Advanced) ด้านการผลิตพลังงานหมุนเวียนใช้เองในพื้นที่ (On-site Renewable Energy Production) เพิ่มขึ้นจาก 27% ในปี 2023 เป็น 42% ในปี 2025 ขณะที่การปรับเปลี่ยนระบบทำความร้อนและความเย็นมาใช้พลังงานไฟฟ้า (Electrification of Heating and Cooling) เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 41%

ตัวอย่างเช่น Marble Distilling Co. โรงกลั่นวอดก้าระดับพรีเมียมในสหรัฐอเมริกา ซึ่งนำเทคโนโลยี Smart Valves, Actuators และ Intuitive Controls มาใช้ ส่งผลให้สามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้ถึง 3 เท่าโดยไม่ต้องเพิ่มพนักงาน ลดต้นทุนค่าพลังงานได้ราว 20% ต่อปี และประหยัดน้ำได้มากกว่า 4 ล้านแกลลอนต่อปี

ผลสำรวจชี้ผู้บริหาร F&B ส่วนใหญ่ (61%) เห็นว่าการเปลี่ยนกระบวนการใช้พลังงานมาเป็นพลังงานไฟฟ้าและการนำดิจิทัลเข้ามาประยุกต์ใช้คือกุญแจสำคัญสู่ความยั่งยืน
2. ปลดล็อกศักยภาพการผลิตอย่างยั่งยืนด้วย Digitalization และ Data Integration
การเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อมกำลังผลักดันให้ผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มให้ความสำคัญกับการใช้พลังงานและทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและรักษามาตรฐานของผลิตภัณฑ์ การผสานโซลูชันด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์สำหรับ Digitalization และ Automation จึงเป็นหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงนี้ โดยช่วยให้ผู้ผลิตสามารถติดตาม ตรวจวัด และพัฒนาประสิทธิภาพด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างต่อเนื่อง
หนึ่งในความท้าทายของหลายองค์กรคือ “มีเป้าหมายด้านความยั่งยืนแต่ยังขาดเครื่องมือในการวัดผล” โดยผลสำรวจพบว่าเกินครึ่งของผู้ตอบแบบสอบถามมองว่า Digitalization เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ขณะที่เทคโนโลยีดิจิทัลถูกมองว่ามีศักยภาพสูงต่อการเพิ่มผลิตภาพถึง 83% และการอนุรักษ์ทรัพยากร 55%
ขณะเดียวกัน การบูรณาการข้อมูล (Data Integration) กำลังกลายเป็นอีกหนึ่งวาระสำคัญ โดยมีเพียง 40% ที่มองว่าองค์กรของตนมีความก้าวหน้าในด้านนี้ในระดับสูง ขณะที่ 54% เห็นว่าจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีที่ชาญฉลาดขึ้นเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลที่ยังแยกส่วนกัน และ 48% มีแผนเพิ่มการลงทุนในด้านนี้

กว่า 54% ของผู้บริหารเห็นพ้องว่า Digitalization มีศักยภาพสูงในการยกระดับสุขภาพและความปลอดภัยของพนักงาน สะท้อนให้เห็นว่าประโยชน์ของการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลไม่ได้จำกัดอยู่เพียงด้านประสิทธิภาพการผลิตและสิ่งแวดล้อมเท่านั้น
3. ยุคของโรงงานอัจฉริยะและการเพิ่มประสิทธิภาพด้วย AI มาถึงแล้ว
ในช่วงสามปีข้างหน้า ผู้ตอบแบบสำรวจจากอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มคาดว่าจะให้ความสำคัญกับการขยายการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น AI และ Digital Twin การนำระบบอัตโนมัติมาใช้ในกระบวนการต่าง ๆ และการตัดสินใจโดยอาศัยข้อมูลเป็นหลัก โดยส่วนใหญ่เชื่อว่า AI จะเข้ามาสร้างการเปลี่ยนแปลงต่อการดำเนินงาน
- 49% ระบุว่าได้นำ AI มาใช้เพื่อช่วยลดการปล่อยคาร์บอนจากการดำเนินงานแล้ว
- 51% ระบุว่า AI มีส่วนช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและความสามารถในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างพื้นฐานแล้ว
- 47% มีแผนเพิ่มการลงทุนในเทคโนโลยีอาคาร โดยมีแผนลงทุนในระบบอัตโนมัติที่สามารถทำงานได้ด้วยตนเองสำหรับอาคาร (Autonomous Systems for Buildings)
ผู้ตอบแบบสำรวจยังคาดหวังว่าเทคโนโลยีเหล่านี้จะช่วยลดต้นทุนการดำเนินงาน เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และยกระดับการตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉิน

57% ของผู้บริหาร F&B พร้อมนำระบบ Autonomous Systems มาใช้ในอาคารและโรงงาน
เปลี่ยนความท้าทายด้านต้นทุนสู่โอกาสในการเพิ่มประสิทธิภาพ
แม้ทิศทางการเดินหน้าสู่ความยั่งยืนจะชัดเจนขึ้น แต่ผลสำรวจสะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายที่ภาคอุตสาหกรรมทั่วโลกยังต้องเผชิญ โดยผู้ผลิตเกือบครึ่งหนึ่ง (48%) มองว่าการลดคาร์บอนในปัจจุบันยังมีต้นทุนสูงเกินไป ขณะที่ความไม่แน่นอนของนโยบายภาครัฐ (57%) และข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐานโครงข่ายไฟฟ้า (Grid Infrastructure) (57%) ยังเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้องค์กรชะลอการลงทุนในเทคโนโลยีพลังงานสะอาด

แม้สัดส่วนองค์กรที่มีแผนลดคาร์บอนอย่างชัดเจนจะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดเป็น 60% ในปี 2025 แต่ผู้บริหารกว่า 43% ยังคงให้ความสำคัญกับปัจจัยด้านต้นทุนและรายได้เป็นอันดับแรกในการตัดสินใจลงทุนด้านสิ่งแวดล้อม ด้วยเหตุนี้ ความสามารถในการปรับเปลี่ยนการใช้พลังงานให้สอดคล้องกับการผลิตพลังงานและความต้องการใช้พลังงานในแต่ละช่วงเวลา (Demand-side Flexibility) ควบคู่กับการยกระดับ ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (Energy Efficiency) จึงเป็นแนวทางที่สามารถเริ่มดำเนินการได้ภายในโรงงาน และช่วยสร้างผลลัพธ์ทั้งในด้านต้นทุนและการลดคาร์บอนได้ในระยะสั้น
ตัวอย่างหนึ่งคือ Ferring GmbH บริษัทด้านเวชภัณฑ์และนวัตกรรมทางชีวภาพในเยอรมนี ซึ่งนำระบบบริหารจัดการพลังงานดิจิทัลแบบบูรณาการมาใช้ร่วมกับระบบควบคุมขั้นสูง ส่งผลให้บริษัทสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและการปฏิบัติงานได้ประมาณ 925,000 ยูโรต่อปี และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) ได้ถึง 2,400 ตันต่อปี กรณีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การยกระดับประสิทธิภาพไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการลงทุนสร้างโรงงานใหม่ทั้งหมด แต่สามารถนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาต่อยอดจากโครงสร้างพื้นฐานและเครื่องจักรเดิม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจควบคู่ไปกับเป้าหมายด้านความยั่งยืนได้
เชื่อมโลกจริงและโลกดิจิทัลสู่อนาคตของ F&B ไทย
ความท้าทายในวันนี้ไม่ใช่เรื่องความพร้อมของเทคโนโลยีเพราะหลายเทคโนโลยีได้พิสูจน์ศักยภาพและผลลัพธ์แล้วแต่หัวใจสำคัญอยู่ที่ความเร็วในการนำมาปรับใช้และการมองภาพรวมอย่างเป็นระบบ
สำหรับอุตสาหกรรม F&B ไทยในฐานะผู้ผลิตและส่งออกระดับโลก นี่คือโอกาสสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน การเชื่อมโยงโลกการทำงานจริง ไม่ว่าจะเป็นเครื่องจักร สายการผลิต และระบบโครงสร้างพื้นฐานภายในโรงงาน เข้ากับโลกดิจิทัล ทั้งข้อมูล AI และระบบอัตโนมัติ จะไม่เพียงช่วยให้การผลิตมีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น แต่ยังช่วยเพิ่มความยืดหยุ่น ลดต้นทุน และเสริมความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน
บทความนี้อ้างอิงจาก Transforming the future of food & beverage production และ From carbon-heavy to climate-ready ที่เป็นส่วนหนึ่งในรายงาน Siemens Infrastructure Transition Monitor 2025
