Headlines

ไอทีขององค์กรภาคสาธารณะในปี 2026 การประยุกต์ใช้ AI คอนเทนเนอร์ และ อธิปไตยทางข้อมูล

ประเด็นสำคัญจากรายงาน Public Sector Enterprise Cloud Index ประจำปี 2026

บทความโดย เชอร์รี วอลแช็ก ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดโซลูชันสำหรับองค์กรภาคสาธารณะระดับโลกของนูทานิคซ์ 

ผู้นำด้านไอทีขององค์กรภาคสาธารณะและภาคการศึกษาต้องรับมือกับความท้าทายในการสร้างสมดุลทางเทคโนโลยีที่ซับซ้อนที่สุดอย่างหนึ่งในปัจจุบัน นั่นคือ การดูแลระบบเดิมที่เป็นฐานที่อยู่เบื้องหลังการให้บริการสังคมต่าง ๆ เช่น ประกันการว่างงาน สิทธิหลักประกันสุขภาพ การบริหารจัดการภาษี การแจ้งเหตุฉุกเฉินด้านความปลอดภัยสาธารณะ และอื่น ๆ ควบคู่ไปกับการเร่งนำสถาปัตยกรรมคลาวด์เนทีฟ คอนเทนเนอร์ และ AI มาใช้ให้ทันกับความเร็วที่ภารกิจต่าง ๆ ต้องการ รวมถึงความคาดหวังของประชาชนและผู้ใช้บริการที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา     

ความท้าทายไม่ได้อยู่ที่การต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่อยู่ที่การขับเคลื่อนทั้งสองอย่างไปพร้อมกันด้วยงบประมาณที่จำกัด ทีมงานขนาดเล็ก ข้อกำหนดด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบ และความผิดพลาดที่แทบจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย แรงกดดันนี้ทวีความรุนแรงขึ้นจากการที่ Broadcom เร่งผลักดันให้ลูกค้าย้ายออกจาก VMware ไปยังพอร์ตโฟลิโอใหม่ภายในเดือนตุลาคม 2570 (2027) และประกอบกับการอัปเดตซอฟต์แวร์ ERP ในปัจจุบันเริ่มเปลี่ยนมาให้บริการผ่านคอนเทนเนอร์ (Container) มากขึ้นทำให้ทีมไอทีต้องประเมินโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถรองรับทั้งแอปพลิเคชันแบบที่เป็นเวอร์ชวลไลซ์ (Virtualization) และคอนเทนเนอร์ (Container) ด้วยระบบควบคุมเดียว

รายงานดัชนีคลาวด์องค์กรภาคสาธารณะประจำปี 2026 (2026 Public Sector Enterprise Cloud Index หรือ “ECI report”) สะท้อนถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน โดยอ้างอิงจากการสำรวจผู้นำด้านไอทีในหน่วยงานสาธารณะระดับประเทศ ภูมิภาค และท้องถิ่น รวมถึงสถาบันการศึกษาขั้นพื้นฐาน และอุดมศึกษาที่ Wakefield Research ดำเนินการให้กับนูทานิคซ์  ผลสำรวจนี้เผยให้เห็นทั้งพลังขับเคลื่อนและช่องว่างในการประยุกต์ใช้ AI ขององค์กรภาคสาธารณะ ผลสำรวจที่เป็นประเด็นสำคัญคือ 86% ของผู้นำด้านไอทีในองค์กรภาคสาธารณะระบุว่า AI กำลังเร่งให้เกิดการใช้งานคอนเทนเนอร์ในองค์กรของตน อย่างไรก็ตามผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีนั้นมีมากกว่าที่ตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็น

ทบทวนโครงสร้างพื้นฐานไอที: จากโครงสร้างพื้นฐานที่แยกส่วน สู่แพลตฟอร์ม

AI กำลังกดดันให้องค์กรภาคสาธารณะต้องทบทวนโครงสร้างพื้นฐานไอทีของตนใหม่โดยมุ่งสู่การเป็นแพลตฟอร์มแบบรวมศูนย์ (Unified Platform) แทนที่จะปล่อยให้เป็นระบบแบบแยกส่วน (Silos)ตามวัตถุประสงค์การใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นเวอร์ชวลแมชชีน คอนเทนเนอร์ พับลิคคลาวด์ โคโลเคชัน หรือ พื้นที่ปฏิบัติงานส่วนหน้า (tactical edge) การทำงานแบบแยกส่วนทำให้เกิดความซับซ้อน ต้องใช้ทีมงานเฉพาะทางแยกต่างหาก และองค์กรไม่สามารถควบคุมได้แบบรวมศูนย์ ซึ่งแต่เดิมเป็นเรื่องของการไม่มีประสิทธิภาพ แต่เมื่อ AI เข้ามา สถานการณ์เหล่านี้กลายเป็นจุดอ่อนและข้อจำกัดที่อันตรายต่อองค์กร

AI ไม่ใช่แค่เวิร์กโหลดธรรมดา ๆ แต่คือแบบทดสอบความแข็งแกร่งของแพลตฟอร์มทั้งหมดที่องค์กรมี 

ข้อมูลจากรายงาน ECI ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า 73% ของผู้นำด้านไอทีระบุว่า โครงสร้างพื้นฐานที่อยู่ภายในองค์กร (on-premises) ของตนยังไม่พร้อมเต็มที่ในการรองรับเวิร์กโหลด AI ในขณะที่ GPU รุ่นใหม่, ตัวเร่งความเร็ว (accelerators), เทคโนโลยีหน่วยความจำ และการออกแบบเซิร์ฟเวอร์รุ่นใหม่ ๆ  ต่างทยอยเปิดตัวออกมาเร็วกว่าที่องค์กรส่วนใหญ่จะประเมินได้ทัน โจทย์สำคัญของแพลตฟอร์มในวันนี้จึงไม่ใช่เรื่องของการพยายามวิ่งให้ทันเทคโนโลยีอีกต่อไป แต่คือการเลือกโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถรองรับและยืดหยุ่นต่อความเปลี่ยนแปลงของฮาร์ดแวร์ มากกว่าการบีบให้องค์กรต้องมารื้อและออกแบบสถาปัตยกรรมใหม่ทุกครั้งที่มีสิ่งใหม่เข้ามา

ระบบนิเวศซอฟต์แวร์ด้าน AI กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมากขึ้น มีการเปิดตัวโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Models) ใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง และโมเดลที่หน่วยงานติดตั้งใช้งานในวันนี้ อาจไม่ใช่โมเดลที่จะใช้งานในอีก 6 เดือนข้างหน้า โมเดลเหล่านั้นจำนวนมากทำงานบนคอนเทนเนอร์ แม้สภาพแวดล้อมโดยรวมจะยังคงอยู่บนเวอร์ชวลแมชชีนก็ตาม ในขณะเดียวกันความต้องการซอฟต์แวร์สนับสนุน (dependencies) และความต้องการด้าน GPU ก็มีการเปลี่ยนแปลง ผู้ตอบแบบสำรวจ 86% ระบุว่า AI กำลังเร่งให้องค์กรนำคอนเทนเนอร์มาใช้ และ 83% ระบุว่าได้สร้างแอปพลิเคชันใหม่ ๆ บนคอนเทนเนอร์แล้ว คอนเทนเนอร์ช่วยให้ทีมงานมีแนวทางที่ทำได้จริงในการมัดรวม dependencies ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วซึ่งเป็นสิ่งที่เวิร์กโหลด AI ต้องใช้ไว้ด้วยกัน  

หากโมเดลใหม่ทุกโมเดลต้องแยกกันใช้ทีมงานเฉพาะที่มีทักษะต่างกัน จะทำให้การบริหารจัดการสภาพแวดล้อมไอทีทำได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ การเลือกแพลตฟอร์มจึงสำคัญ แพลตฟอร์มที่หน่วยงานเลือกอาจช่วยสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านนี้ได้หรือไม่ก็อาจจะไม่ช่วยเลย 

AI จะเชื่อถือได้เพียงใด ขึ้นอยู่กับความเชื่อถือได้ของข้อมูลที่อยู่เบื้องหลัง 

การก้าวทันความล้ำหน้าของฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์เป็นสิ่งจำเป็นแต่ยังไม่เพียงพอ มิติด้านอธิปไตยทางข้อมูล (data sovereignty) เป็นอีกหนึ่งมิติที่ไม่อาจมองข้ามได้ และสำหรับหน่วยงานภาคบริการสาธารณะแล้ว เรื่องนี้มีน้ำหนักและสำคัญมากกว่าลิสต์รายการตรวจสอบการปฏิบัติตามข้อกำหนด 

องค์กรหลายแห่งประเมินอธิปไตยทางข้อมูลด้วยชุดคำถามที่คุ้นเคย เช่น ข้อมูลโฮสต์หรือจัดเก็บอยู่ภายในประเทศหรือไม่ ผู้ให้บริการมีใบรับรองตามมาตรฐานที่ถูกต้องหรือไม่ สัญญาที่ทำครอบคลุมเงื่อนไขสำคัญครบไหม คำถามเหล่านี้สำคัญแต่เป็นเพียงเงื่อนไขพื้นฐานที่จำเป็น ซึ่งยังไม่เพียงพอ

อธิปไตยทางข้อมูลที่แท้จริง หมายถึงความสามารถในการควบคุมการดำเนินงานได้ทุกเลเยอร์ คือ

  • สถานที่จัดเก็บข้อมูล 
  • การปกป้องคุ้มครองข้อมูล 
  • การยืนยันตัวตนและสิทธิ์การเข้าถึง
  • การจัดการกุญแจเข้ารหัส (encryption key)
  • การไหลเวียนของข้อมูลในเครือข่าย
  • การกำกับดูแลการปฏิบัติงาน
  • การฟื้นฟูระบบและความต่อเนื่องในการทำงาน

สำหรับองค์กรหรือหน่วยงานในภาคสาธารณะ เรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพียงข้อกำหนดในการปฏิบัติตามกฎระเบียบเท่านั้น แต่เป็นพื้นฐานของความไว้วางใจจากประชาชน รายงาน ECI นี้ช่วยยืนยันความเสี่ยงเรื่องนี้ โดย 91% ของผู้บริหารด้านไอทีของภาคสาธารณะเชื่อว่าเครื่องมือและเอเยนต์ AI ที่อยู่นอกเหนือการกำกับดูแลอย่างเป็นทางการสร้างความเสี่ยงให้กับพันธกิจและการดำเนินงานขององค์กร

อธิปไตยทางข้อมูลกลายเป็นวาระสำคัญอันดับต้น ๆ ด้านโครงสร้างพื้นฐานไอที โดย 80% ของผู้นำด้านไอทีจากทุกกลุ่มอุตสาหกรรมที่ทำการสำรวจ ระบุว่า อธิปไตยทางข้อมูลเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญสูง หรือเป็นเงื่อนไขที่จำเป็นต้องมีในการตัดสินใจเลือกโครงสร้างพื้นฐานไอที 

สถาปัตยกรรมคลาวด์ที่อยู่ภายใต้อธิปไตยทางกฎหมายและข้อมูลแบบกระจายศูนย์ (distributed sovereign cloud) ที่มีการบังคับใช้การกำกับดูแลข้อมูล การจัดการกุญแจเข้ารหัส และนโยบายด้านเครือข่ายอย่างสอดคล้องกันทั้งในระบบภายในองค์กร (on-premises) บนคลาวด์ และ edge กำลังกลายเป็นแนวทางหลักที่นำไปใช้ได้จริงในอนาคต แต่แนวทางนี้จะทำงานได้ดีกับแพลตฟอร์มหลักที่อยู่เบื้องหลังที่สามารถทำงานได้เหมือนและสอดคล้องกันไม่ว่าจะอยู่บนสภาพแวดล้อมใดก็ตาม หากไม่มีความสอดคล้องกันดังกล่าวนี้ คำว่าอธิปไตยก็ยังคงเป็นเพียงเป้าหมายที่ยังไปไม่ถึง 

ช่องว่างด้านการกำกับดูแล: เมื่อการใช้ AI วิ่งไวกว่าที่นโยบายจะตามทัน 

ผลสำรวจที่น่าตกใจที่สุดเรื่องหนึ่งจากรายงาน ECI คือ เกิดการแพร่กระจายของ Shadow AI อย่างกว้างขวาง จากการที่พนักงานนำเครื่องมือ AI มาใช้เองโดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของฝ่ายไอทีหรือนโยบายขององค์กร ซึ่งขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ ผลสำรวจพบว่า 96% ของผู้นำด้านไอทีพบแอปพลิเคชัน AI ที่พนักงานนำมาใช้เองในหน่วยงานอื่นที่ไม่ใช่หน่วยงานด้านไอที

สถานการณ์นี้ไม่ใช่ความล้มเหลวของการปฏิบัติตามกฎระเบียบแต่เป็นสัญญาณเตือนอย่างหนึ่ง การที่พนักงานหันมาใช้เครื่องมือ AI เพราะพวกเขาสามารถเข้าถึงเครื่องมือเหล่านี้ได้ง่าย และมันช่วยปรับปรุงการทำงานได้จริง เป้าหมายจึงไม่ใช่การยับยั้งการนำมาใช้โดยพลการของพนักงาน แต่คือการเปลี่ยนแนวทางการนำมาใช้ ให้ดำเนินไปอย่างถูกต้องผ่านช่องทางที่มีการกำกับดูแลและได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการจากองค์กร

การทำงานแบบไซโล ทำให้เรื่องนี้บริหารจัดการยากขึ้นไปอีก 84% ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่าไซโลระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ และหน่วยงานด้านไอที เป็นอุปสรรคต่อประสิทธิภาพของการดำเนินโครงการทางเทคโนโลยี เมื่อขาดความสอดคล้องเป็นไปในทิศทางเดียวกันของทีมงานต่าง ๆ การนำ AI มาใช้ก็จะกระจัดกระจายและทำให้เสี่ยงมากขึ้น แพลตฟอร์มรวมศูนย์หนึ่งเดียวจะช่วยให้ทีมงานต่าง ๆ สามารถสร้างนวัตกรรมผ่านช่องทางที่ได้รับอนุญาต โดยไม่ต้องนำเครื่องมาต่าง ๆ มาใช้เองโดยไม่ได้รับอนุญาตอีกต่อไป

ต้นทุนที่มองไม่เห็น: เวลาที่สูญเสียไปกับงานด้านการดูแลรักษา 

จากรายงานของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินของสหรัฐฯ2 ระบุว่า หน่วยงานรัฐบาลกลางต้องสูญเสีย งบประมาณด้านไอทีไปกับค่าดำเนินการและบำรุงรักษาระบบที่มีอยู่สูงถึงประมาณ 80% ทั้งการแพตช์ การอัปเกรด และการแก้ไขปัญหาของโครงสร้างพื้นฐานแบบดั้งเดิม ซึ่งส่งผลให้เหลืองบประมาณเพียง 20% เท่านั้นสำหรับการพัฒนานวัตกรรมและปรับปรุงระบบให้ทันสมัย โดยรูปแบบปัญหาดังกล่าวยังเกิดขึ้นเป็นวงกว้างในองค์กรระดับรัฐ ท้องถิ่น และสถาบันการศึกษาอีกด้วย 

AI ยิ่งเข้ามาซ้ำเติมให้ต้นทุนเวลาที่สูญเสียไปนั้นสูงขึ้น เพราะทุก ๆ ชั่วโมงที่องค์กรต้องเสียไปกับการบำรุงรักษาระบบเดิม คือชั่วโมงที่ถูกแย่งไปจาก:

  • การเทรนหรืออัปเดตโมเดล AI
  • การเปิดใช้งานบริการใหม่ ๆ 
  • การเชื่อมต่อกับฮาร์ดแวร์รุ่นล่าสุด
  • การยกระดับการกำกับดูแลข้อมูล
  • การเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการประชาชน 

แพลตฟอร์มที่บริหารจัดการไลฟ์ไซเคิลด้วยระบบอัตโนมัติ สามารถกู้คืนเวลาที่ถูกแย่งไปเหล่านั้นได้ หน่วยงานที่ย้ายทรัพยากรที่ต้องใช้ในการบำรุงรักษาไปใช้สร้างสรรค์นวัตกรรม จะขับเคลื่อนการทำงานได้เร็วกว่า และสามารถมอบผลลัพธ์ที่ดีกว่าให้กับประชาชนและชุมชนที่ให้บริการอยู่

ทิศทางการขับเคลื่อนต่อจากนี้

ข้อมูลจากรายงาน ECI ชี้ให้เห็นรูปแบบที่สอดคล้องกันว่า องค์กรภาคสาธารณะที่มีศักยภาพมากที่สุดในการนำ AI มาใช้ในวงกว้าง ด้วยความปลอดภัย และเป็นไปตามกฎระเบียบ คือองค์กรที่วิเคราะห์และตัดสินใจเลือกวางรากฐานของโครงสร้างพื้นฐานอย่างรอบคอบ ไม่ใช่การนำโซลูชันเฉพาะทางมาประกอบรวมกันเพื่อรองรับเวิร์กโหลดแต่ละส่วน แต่เป็นการใช้แพลตฟอร์มแบบรวมศูนย์ที่รองรับได้ทั้งเวอร์ชวลแมชชีนและคอนเทนเนอร์ ครอบคลุมทั้งสภาพแวดล้อมแบบ on-premises และ edge ตลอดจนรองรับได้ทั้งเวิร์กโหลดด้านการปฏิบัติการในปัจจุบัน และบริการที่ขับเคลื่อนด้วย AI ในอนาคต

ผลสำรวจชี้ให้เห็นสิ่งจำเป็นเชิงกลยุทธ์สามประการที่ต้องทำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

1. ปิดช่องว่างระหว่างคลาวด์-เนทีฟ และ ไฮบริด 

แอปพลิเคชัน AI ถูกพัฒนาในรูปแบบคลาวด์-เนทีฟเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่หน่วยงานภาคสาธารณะส่วนใหญ่ยังคงทำงานอยู่บนโครงสร้างพื้นฐานแบบไฮบริดที่ผสมผสานทั้งระบบที่ติดตั้งในองค์กร และพับลิคคลาวด์ การปิดช่องว่างดังกล่าวด้วยการใช้แพลตฟอร์มที่ทำงานได้ราบรื่นและสอดคล้องกันไม่ว่าจะอยู่ในสภาพแวดล้อมใดจึงเป็นเงื่อนไขสำคัญในการให้บริการ AI ในวงกว้าง องค์กรที่ยังคงแยกการจัดการเป็นไซโล ไม่ว่าจะเป็นเวอร์ชวลแมชชีน คอนเทนเนอร์ หรือคลาวด์ จะพบว่าความต้องการและเป้าหมายในการขับเคลื่อน AI ของตน ถูกจำกัดด้วยข้อจำกัดของโครงสร้างพื้นฐานที่ใช้อยู่นั่นเอง

2. มองโครงสร้างพื้นฐานเป็นเลเยอร์ของการกำกับดูแล 

เวิร์กโหลด AI ต้องการมากกว่าแค่ฮาร์ดแวร์ใหม่ แต่ยังต้องการรูปแบบการให้บริการซอฟต์แวร์ที่ทันสมัย ซึ่งสามารถตอบโจทย์ทั้งเรื่องประสิทธิภาพ การกำกับดูแล สภาพแวดล้อมที่รองรับการใช้งานของหลายหน่วยงานร่วมกัน (multi-tenant) และความต้องการในการให้บริการข้ามหน่วยงาน ดังนั้น สถาปัตยกรรมแบบไฮบริดจึงไม่ใช่เป็นแค่ทางเลือกอีกต่อไปแต่เป็นรากฐานที่สำคัญ แพลตฟอร์มที่ใช่ จะต้องบังคับใช้ นโยบาย จัดการระบบระบุตัวตน และรักษาความสามารถในการตรวจสอบได้ตั้งแต่เลเยอร์โครงสร้างพื้นฐาน ไม่ใช่พึ่งพาเพียงการควบคุมในระดับแอปพลิเคชันหรือการเขียนเอกสารนโยบายเท่านั้น

3. ยกระดับกลยุทธ์โครงสร้างพื้นฐานตั้งแต่วันนี้ อย่ารออนาคต 

กรณีการใช้งานที่ขับเคลื่อนด้วย AI จำเป็นต้องมีสภาพแวดล้อมข้อมูลที่แข็งแกร่งและมีการกำกับดูแลอย่างดี หน่วยงานที่มีแนวคิดเชิงรุกจะทบทวนปรับกลยุทธ์ด้านโครงสร้างพื้นฐานไอทีของตน โดยการสร้างความสมดุลทั้งด้านประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และการปฏิบัติตามกฎระเบียบ จะอยู่ในจุดที่มีความพร้อมดีกว่าในการปรับใช้ AI อย่างรับผิดชอบและรองรับภารกิจในวงกว้าง ในทางกลับกัน หน่วยงานที่เลื่อนการตัดสินใจออกไป จะต้องเผชิญกับช่องว่างทางโครงสร้างพื้นฐานแบบเดิมที่กำลังขัดขวางการทำงานในปัจจุบัน แถมยังโดนซ้ำเติมด้วยอัตราการพัฒนาอันรวดเร็วและต่อเนื่องของเทคโนโลยี AI อีกด้วย

การเลือกใช้แพลตฟอร์มที่รองรับทั้งแอปพลิเคชันที่เป็นเวอร์ชวลไลซ์และคอนเทนเนอร์ไลซ์ ข้อมูล และเวิร์กโหลด AI ที่มาพร้อมการฝังระบบรักษาความปลอดภัย การบริหารจัดการแบบรวมศูนย์ และการกำกับดูแลไว้แล้ว จะช่วยลดความซับซ้อนของการปฏิบัติงานด้านไอทีได้อย่างมาก ทั้งยังช่วยลดต้นทุนในการบำรุงรักษา ปิดช่องว่างด้านการกำกับดูแล และเป็นการเปิดพื้นที่และทรัพยากรให้กับการพัฒนานวัตกรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่องค์กรภาคสาธารณะกำลังต้องการอย่างเร่งด่วนในขณะนี้

อ่านรายงาน Nutanix Enterprise Cloud Index ประจำปี 2026 เพื่อศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับอนาคตของ AI, คอนเทนเนอร์ และอธิปไตยทางข้อมูล ในระบบไอทีขององค์กรภาคสาธารณะได้ที่นี่ 

ข้อมูลพื้นฐานและการสำรวจ 

การสำรวจของนูทานิคซ์นี้จัดทำโดย Wakefield Research ทำการสำรวจความคิดเห็นของผู้บริหารฝ่ายไอทีและฝ่ายวิศวกรรมจำนวน 1,600 คน (ตำแหน่งระดับผู้จัดการขึ้นไป) จากองค์กรที่มีพนักงานตั้งแต่ 500 คนขึ้นไป ครอบคลุม 14 ตลาดทั่วโลก พร้อมทั้งมีการสุ่มตัวอย่างเพิ่มเติมในส่วนของเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางสหรัฐฯ จำนวน 100 คน การสำรวจจัดทำขึ้นระหว่างวันที่ 13–23 พฤศจิกายน 2025 โดยใช้วิธีส่งคำเชิญทางอีเมลและทำแบบสำรวจออนไลน์ ทั้งนี้ ผู้ตอบแบบสำรวจในกลุ่มภาคสาธารณะครอบคลุมถึง หน่วยงานรัฐบาลกลาง รัฐบาลท้องถิ่นและระดับรัฐ สถาบันการศึกษาระดับการศึกษาพื้นฐาน (K–12) และอุดมศึกษา

สำหรับกลุ่มตัวอย่างทั่วโลก ผลการสำรวจมีค่าความคลาดเคลื่อนอยู่ที่ ±2.38 จุดเปอร์เซ็นต์ ที่ระดับความเชื่อมั่น 95% และสำหรับกลุ่มตัวอย่างในสหรัฐฯ ค่าความคลาดเคลื่อนอยู่ที่ ±4.9 จุดเปอร์เซ็นต์

References

  1. 2026 Nutanix Enterprise Cloud Index: Public Sector Report. Survey of 1,600 cloud, IT, and engineering executives conducted by Wakefield Research for Nutanix, November 2025.
  2. U.S. GAO. Information Technology: Agencies Need to Plan for Modernizing Critical Decades-Old Legacy Systems. July 2025. https://www.gao.gov/products/gao-25-107795

© 2026 Nutanix, Inc. All rights reserved. Nutanix, the Nutanix logo, and all Nutanix product and service names mentioned herein are registered trademarks or trademarks of Nutanix, Inc. in the United States and other countries. All other brand names are for identification purposes only.