กรมอุตุนิยมวิทยา คาดหมายว่าฤดูร้อนปี 2569 จะเริ่มราวปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้ และมีแนวโน้มอุณหภูมิสูงกว่าปี 2568 โดยในบางจังหวัดอาจมีอุณหภูมิสูงถึง 42–43 องศาเซลเซียส อีกทั้งยังอาจมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้นเป็นระยะ ซึ่งสภาพอากาศที่ร้อนจัดเช่นนี้ ส่งผลโดยตรงต่อการใช้พลังงานของอาคาร โดยเฉพาะค่าไฟฟ้า
นายภคิน เอกอธิคม ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารทรัพยากรอาคารบริษัทพลัสพร็อพเพอร์ตี้จำกัด ให้ข้อเสนอแนะว่า “ในช่วงฤดูร้อน ค่าไฟของอาคารมักเพิ่มสูงขึ้น เพราะเครื่องปรับอากาศต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อรักษาอุณหภูมิภายในอาคาร โดยปกติแล้ว ค่าไฟฟ้าที่มาจากระบบปรับอากาศคิดเป็นสัดส่วนประมาณ50–60% ของค่าใช้จ่ายด้านพลังงานทั้งหมด ดังนั้น ช่วงหน้าร้อนจึงต้องมีการเตรียมความพร้อมเป็นพิเศษ เพื่อควบคุมต้นทุนและป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้น”
เตรียมความพร้อมระบบปรับอากาศลดภาระค่าไฟ
สิ่งแรกที่ควรดูแลคือ ระบบปรับอากาศ (Air Conditioning) ซึ่งเป็นหัวใจหลักของการใช้พลังงานในอาคาร โดยควรตรวจสอบสภาพการทำงานของเครื่องปรับอากาศ การตั้งค่าอุณหภูมิ และการจ่ายลมเย็นให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน รวมถึงอุปกรณ์เครื่องจักรได้รับการดูแลอย่างถูกต้อง ตามวงรอบที่กำหนด เพื่อให้เครื่องปรับอากาศทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ
ในทางปฏิบัติ การตั้งอุณหภูมิให้เหมาะสมและดูแลบำรุงรักษาอุปกรณ์ส่วนต่างๆ เช่น แผ่นกรองอากาศ อุปกรณ์ส่วนที่แลกเปลี่ยนความร้อนไม่ว่าจะเป็นคอยล์ และคอยล์เย็น ให้ปราศจากฝุ่นละอองหรือสิ่งสกปรก จะช่วยลดภาระการทำงานของเครื่องปรับอากาศได้อย่างมีนัยสำคัญ เพราะหากอุปกรณ์ต้องทำงานหนัก 100% อย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน ก็ย่อมทำให้สิ้นเปลืองพลังงานสูงขึ้นตามไปด้วย
นอกจากนี้ หากระบบขาดการบำรุงรักษาอย่างเหมาะสม อุปกรณ์จะทำงานหนักกว่าที่ควร ส่งผลให้การใช้ไฟเพิ่มขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงต่อการขัดข้องในช่วงที่มีการใช้งานหนาแน่น ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้อาคารในวงกว้าง
จัดการโหลดไฟฟ้าลดค่าใช้จ่ายช่วงพีก (On Peak)
อีกประเด็นที่ผู้ดูแลอาคารควรให้ความสำคัญ คือ “ช่วงเวลาการใช้ไฟ” เพราะค่าไฟไม่ได้คิดอัตราเดียวตลอดทั้งวัน
ในความเป็นจริง ค่าไฟจะแบ่งเป็นช่วงที่อัตราค่าไฟสูงกว่า (On-Peak) และอัตราค่าไฟต่ำกว่า (Off-Peak) หากอาคารมีความต้องการใช้ไฟ ณ ขณะหนึ่ง หรือมีปริมาณการใช้ไฟจำนวนมากในช่วงที่อัตราค่าไฟสูง (On-Peak) ค่าใช้จ่ายก็จะเพิ่มสูงขึ้นทันที ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประเภทของรูปแบบของมิเตอร์ไฟฟ้า
โดยโครงสร้างอัตราค่าไฟหลักที่อาคารส่วนใหญ่ใช้อยู่ มี 2 รูปแบบ คือ
- TOD (Time of Day) จะกำหนดช่วงเวลาค่าไฟเหมือนกันทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นวันทำงานหรือวันหยุด โดยแบ่งเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ช่วงอัตราสูง (โดยมากเป็นช่วงเย็นที่มีความต้องการใช้ไฟสูง) ช่วงอัตราปานกลาง และช่วงอัตราต่ำ (ช่วงกลางคืน)
- TOU (Time of Use) จะแยกช่วงเวลาตามวันทำงานและวันหยุดอย่างชัดเจน โดยวันทำงานช่วงกลางวันจะเป็นช่วงค่าไฟสูง ส่วนกลางคืนและวันหยุดจะคิดในอัตราต่ำกว่า
ความแตกต่างนี้มีผลต่อการบริหารต้นทุนโดยตรง เพราะหากอาคารใช้อัตราแบบ TOU และมีการใช้ไฟหนาแน่นในช่วงกลางวันของวันทำงาน ค่าใช้จ่ายจะเพิ่มขึ้นทันที
ในทางกลับกัน หากสามารถวางแผนเลื่อนการใช้งานอุปกรณ์บางประเภท หรือกระจายโหลดไฟไปยังช่วงที่ค่าไฟต่ำกว่าได้ ก็จะช่วยควบคุมต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่กระทบคุณภาพการใช้งาน
ดูแลระบบระบายอากาศและระบบน้ำให้พร้อม
นอกจากระบบปรับอากาศแล้ว ระบบเติมและระบายอากาศ ก็ควรตรวจสอบให้เหมาะสมกับการใช้งาน เพื่อช่วยรักษาอุณหภูมิภายในอาคาร ไม่ให้เครื่องปรับอากาศทำงานหนักเกินไป
ขณะเดียวกัน ในช่วงอากาศร้อน ผู้ใช้งานอาคารมักมีความต้องการใช้น้ำเพิ่มขึ้นในกิจกรรมต่างๆ จึงควรตรวจสอบระบบน้ำ ปั๊มน้ำ และถังเก็บน้ำ ให้พร้อมใช้งานอยู่เสมอ รวมถึงการสำรองน้ำไว้ใช้ในพื้นที่ที่มีการจ่ายน้ำจำกัด เพื่อป้องกันปัญหาน้ำไม่เพียงพอในช่วงที่มีการใช้งานสูง
เตรียมรับมือพายุฤดูร้อนลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น
อีกประเด็นที่หลายคนอาจมองข้าม คือ พายุฤดูร้อน เนื่องจากไม่ใช่ช่วงมรสุม แต่พายุสามารถเกิดขึ้นได้แบบฉับพลัน และอาจสร้างความเสียหายต่ออาคารและผู้คนได้
ผู้ดูแลอาคารควรตรวจสอบความแข็งแรงของป้ายต่าง ๆ กันสาด รวมถึงจุดยึดและน็อตต่าง ๆ ให้แน่นหนา เพื่อป้องกันการหลุดหรือพังเสียหายเมื่อเกิดลมกระโชกแรง การเตรียมความพร้อมล่วงหน้า จะช่วยลดความเสี่ยงและลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมฉุกเฉินได้
นายภคิน กล่าวทิ้งท้ายว่า “ในมุมของการบริหารอาคารสมัยใหม่ ความเสี่ยงด้านสภาพอากาศไม่ใช่เรื่องเฉพาะหน้า แต่เป็นตัวแปรต้นทุนที่ต้องบริหารล่วงหน้า การเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่ฤดูร้อนจึงเป็นการบริหารเชิงป้องกัน ที่ช่วยควบคุมค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน ควบคู่กับการรักษาความต่อเนื่องของการใช้งานอาคาร เพราะเมื่อระบบหลักอย่างเครื่องปรับอากาศและระบบน้ำอยู่ในสภาพพร้อมใช้ อาคารก็สามารถรองรับการใช้งานที่เพิ่มขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน การวางแผนรับมือเหตุการณ์ไม่คาดคิด อย่างพายุฤดูร้อน สามารถช่วยลดความเสี่ยงจากความเสียหาย และเสริมความมั่นใจให้กับผู้ใช้อาคารได้อย่างเป็นรูปธรรม ถือเป็นการดูแลทั้งต้นทุน ทรัพย์สิน และผู้คนไปพร้อมกัน”
ทั้งนี้ อาคารหรือองค์กรที่ต้องการวางแผนบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ สามารถปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารอาคาร เพื่อประเมินความพร้อมและวางแนวทางที่เหมาะสมกับลักษณะการใช้งานของแต่ละโครงการ
