Headlines

LIV-24 ชี้โจทย์ใหม่ผู้บริหารยุค AI เมื่อความเร็วเปลี่ยนเกมธุรกิจ

นางสาวนิรมล ดิเรกมหามงคล กรรมการผู้จัดการบริษัทลิฟ-24 จำกัด(LIV-24) ผู้นำโซลูชันSmart Tech ครบวงจรเปิดเผยมุมมองต่อบทบาทผู้นำและทิศทางองค์กรในยุค AI โดยสะท้อนว่า การปรับตัวขององค์กรในปัจจุบัน ไม่ใช่เพียงการนำเทคโนโลยีมาใช้ แต่คือการ “ใช้ AI ให้เกิดผลลัพธ์ทางธุรกิจได้จริง”

นางสาวนิรมล ระบุว่า องค์กรไม่จำเป็นต้องลงทุนพัฒนา AI ขึ้นมาเองทั้งหมด เนื่องจากต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมาก ทั้งงบประมาณ บุคลากร และเวลา รวมถึงเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจึงยากที่จะตามได้ทัน กลยุทธ์ที่เหมาะสมคือการเลือกใช้โซลูชันที่มีอยู่ในตลาด แล้วนำมาปรับใช้ให้สอดคล้องกับบริบทขององค์กร โดยต้องเริ่มจากการกำหนดวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน มอง pain point ขององค์กร ประเมินความคุ้มค่าในการลงทุน (ROI) และคำนึงถึงประโยชน์ต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในทุกมิติ

ตัวอย่างการนำ AI และ IoT มาประยุกต์ใช้ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของ LIV-24 ได้แก่ ระบบรักษาความปลอดภัยเชิงรุกแบบเรียลไทม์ ภายใต้แนวคิด ‘ป้องกันเหตุก่อนเกิด’ โดยในระยะเวลา 6 ปีที่ผ่านมาสามารถตรวจจับเหตุผิดปกติได้กว่า 5 แสนครั้ง และสามารถจัดการเหตุก่อนลุกลามไปถึงชีวิตและทรัพย์สินได้ 100% พร้อมทั้งสามารถเข้าจัดการสถานการณ์ได้ภายในเวลาไม่เกิน 5 นาที นอกจากนี้ ยังมีการนำเทคโนโลยีมาบริหารจัดการระบบอาคาร เช่น ระบบปรับอากาศ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และควบคุมต้นทุนในระยะยาว

นางสาวนิรมล ยังสะท้อนว่า ปัจจัยที่เป็นข้อจำกัดสำคัญขององค์กรในยุคนี้ ไม่ใช่เทคโนโลยี แต่คือ “วัฒนธรรมองค์กร” โดยเฉพาะในองค์กรที่มีโครงสร้างซับซ้อน การสร้างพื้นที่ทดลองเพื่อเปิดโอกาสให้เกิดการเรียนรู้และทดลองใช้เทคโนโลยีใหม่ จึงเป็นแนวทางสำคัญควบคู่กับการพัฒนาผู้นำให้มี resilience และ growth mindset เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ผู้นำยุค AI: จากผู้สร้างแรงบันดาลใจสู่ผู้กำหนดคำสั่งที่แม่นยำ

บทบาทของผู้นำกำลังเปลี่ยนผ่านอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่ต้องอาศัยการสื่อสารเพื่อสร้างแรงบันดาลใจและถ่ายทอดวิสัยทัศน์ให้กับทีมงานจำนวนมาก สู่การทำงานร่วมกับ AI ที่ต้องอาศัยความชัดเจนและความแม่นยำในการสั่งการ โดยทักษะสำคัญในปัจจุบันคือความสามารถในการ “สั่งงาน AI” อย่างเป็นระบบ ซึ่งมีผลโดยตรงต่อคุณภาพของผลลัพธ์ เนื่องจาก AI ต้องการคำสั่งที่เฉพาะเจาะจงมากกว่าการสื่อสารเชิงนามธรรม โดยกล่าวว่า “AI ไม่ต้องการ inspiration แต่ต้องการการสื่อสารที่ชัดเจน” 

อีกทั้ง ผู้บริหารในยุคนี้ต้องทำงานภายใต้ความเร็วที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จึงจำเป็นต้องมีทักษะในการวิเคราะห์ เพื่อคัดกรองและเลือกใช้ AI ให้เหมาะสมกับบริบทของธุรกิจ

ขณะเดียวกัน การเข้ามาของ AI ยังส่งผลให้โครงสร้างองค์กรมีแนวโน้มเป็นแบบ flat มากขึ้น ลดลำดับขั้น และเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินงาน ผู้บริหารจึงต้องสามารถมองภาพรวมของธุรกิจ เข้าใจโจทย์ที่แท้จริง และเลือกใช้ AI เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจ เนื่องจากการตัดสินใจที่ไม่อิงข้อมูล อาจไม่แตกต่างจากการคาดเดา

ภายใต้บริบทที่ข้อมูลสามารถเข้าถึงได้อย่างรวดเร็ว ทักษะด้าน Critical Thinking จึงยิ่งมีความสำคัญ ตั้งแต่การตั้งคำถาม การคัดเลือกข้อมูล ไปจนถึงการนำข้อมูลมาใช้วางแผนและตัดสินใจเชิงกลยุทธ์อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ในสภาวะที่ธุรกิจต้องเผชิญกับความไม่แน่นอน ทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์และต้นทุนพลังงาน การนำ AI และข้อมูลมาใช้ในการบริหารจัดการ เช่น ระบบ Fleet Management การนำระบบจีพีเอส อย่าง Google Maps มาใช้ร่วมกับ AI ในการบริหารจัดการยานพาหนะและวางแผนเส้นทางโลจิสติกส์ สามารถช่วยบริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“ทั้งนี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของผู้บริหารในยุค AI แนะนำให้เริ่มต้นจากการนำเครื่องมือ AI มาประยุกต์ใช้ในงานขององค์กร เช่น Gemini สำหรับเป็นผู้ช่วยส่วนตัว NotebookLM สำหรับการสรุปและวิเคราะห์ข้อมูล Claude Cowork สำหรับการบริหารจัดการงานอัตโนมัติ ไปจนถึง Gamma สำหรับการจัดทำงานนำเสนอ ซึ่งจะช่วยลดภาระงานด้านงานปฏิบัติการ และเพิ่มความรวดเร็วในการตัดสินใจ ทำให้ผู้บริหารสามารถโฟกัสกับการวางกลยุทธ์และขับเคลื่อนองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น” นางสาวนิรมลกล่าวปิดท้าย