พรีโมเดินหน้ารับมือความเสี่ยงธุรกิจเข้าสู่ภาวะฐานต้นทุนใหม่จากความผันผวนจากเศรษฐกิจและราคาน้ำมันCEO “สุพินท์ มีชูชีพ” มองวิกฤติเป็นโอกาสสำหรับมืออาชีพย้ำยังคงดำเนินการตามแผนควบคู่ไปกับการจับมือพาร์ทเนอร์พัฒนาบริการภายใต้แนวคิด“Living Partner” ที่ครอบคลุมการอยู่อาศัยในทุกมิติ

นางสุพินท์ มีชูชีพ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทพรีโมเซอร์วิสโซลูชั่นจำกัด(มหาชน) หรือPRI ผู้นำธุรกิจการให้บริการเกี่ยวเนื่องกับอสังหาริมทรัพย์สมัยใหม่แบบครบวงจร ประเมินสถานการณ์ตลาดอสังหาฯในช่วงเวลา 8 เดือนที่เหลือของปี 2569 มองว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังเผชิญแรงกดดันต่อเนื่อง จากปัจจัยลบทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะความผันผวนเศรษฐกิจโลก และสถานการณ์ความขัดแย้งที่ดันราคาพลังงานสูงขึ้น ขณะที่ข้อมูลจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) คาดว่า GDP ไทยปี 2569 จะเติบโตเพียง 2.5 – 3.0% อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 2 – 3% สะท้อนค่าครองชีพที่ยังสูง ประกอบกับหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับกว่า 90% ของ GDP ยิ่งกดดันกำลังซื้อให้เปราะบางส่งผลให้ผู้บริโภคชะลอการใช้จ่าย โดยเฉพาะการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัย จากความกังวลด้านรายได้และภาระค่าใช้จ่ายในอนาคต



ด้านฝั่งบริหารทรัพย์สิน (Property Management) และการบริการด้านอสังหาริมทรัพย์ เป็นธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับตลาดอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งมีมูลค่าตลาดปีละกว่า 4 หมื่นล้านบาท ได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน โดยเฉพาะต้นทุนการบริหารจัดการ
ที่เพิ่มขึ้น เช่น ค่าขนส่ง วัสดุ และอุปกรณ์ซ่อมบำรุง รวมถึง ผลกระทบต่อผู้ว่าจ้างที่อาจกระทบต่อสัญญา ทำให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเร่งบริหารต้นทุน (Cost Control) ท่ามกลางภาวะต้นทุนใหม่ที่มีแนวโน้มปรับสูงขึ้น โดยในส่วนของ พรีโม ได้เตรียมแผนรับมือไว้ล่วงหน้า ดังนี้
1. บริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ (Cost Optimization) พรีโม ให้ความสำคัญกับการทบทวนโครงสร้างต้นทุนในทุกมิติ พร้อมบริหารความสัมพันธ์กับคู่ค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อควบคุมต้นทุนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมกับสถานการณ์
2. เพิ่มประสิทธิภาพด้วยเทคโนโลยี (Technology Integration) พรีโม เดินหน้านำเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มดิจิทัลเข้ามายกระดับการบริหารจัดการ เพื่อลดขั้นตอนการทำงาน และเพิ่มความแม่นยำในการดำเนินงาน ได้แก่ ขั้นตอนการตรวจสอบงานระบบอาคาร และระบบไม้กั้นอัจฉริยะ Gate Go นอกจากรวดเร็วแล้วแต่ยังปลอดภัย
3. กระจายความเสี่ยงด้านซัพพลายเชน (Supply Chain Diversification) ขยายฐานคู่ค้าและแหล่งจัดซื้อ เพื่อรองรับความผันผวนของต้นทุน และสร้างความต่อเนื่องในการให้บริการในระยะยาว
4. พัฒนาบริการที่สร้างมูลค่าเพิ่ม (Value-Added Services) มุ่งต่อยอดบริการใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ทั้งด้านการบริหารอาคารและไลฟ์สไตล์ เพื่อสร้างรายได้และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
5. เสริมความแข็งแกร่งด้านการเงิน (Financial Discipline) บริหารกระแสเงินสดอย่างรัดกุม พร้อมวางแผนทางการเงินเชิงรุก เพื่อรองรับความไม่แน่นอนและรักษาเสถียรภาพของธุรกิจในระยะยาว
6. ยกระดับมาตรฐานการบริการและความพึงพอใจลูกค้า (Customer Retention) มุ่งรักษาฐานลูกค้าเดิมด้วยคุณภาพบริการที่สม่ำเสมอ พร้อมยกระดับประสบการณ์การให้บริการ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความสัมพันธ์ระยะยาว ลดความเสี่ยงจากการยกเลิกสัญญา
นางสุพินท์ มองว่าการรับมือกับปัจจัยเสี่ยงจะช่วยยกระดับประสิทธิภาพการให้บริการ พร้อมมอง “วิกฤติ” เป็นโอกาสขององค์กรที่มีความพร้อม โดย พรีโม ยังคงเดินหน้าตามแผนธุรกิจ จับมือพันธมิตร ขยายบริการภายใต้แนวคิด “Living Partner” และ รุกตลาดใหม่อย่าง ขอนแก่น และ ภูเก็ต ควบคู่การพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืน และสร้าง New Growth Engine เพื่อเสริมความแข็งแกร่งระยะยาว
“เราพร้อมดูแลครบทุกมิติ ทั้งงานนิติบุคคล ระบบสาธารณูปโภค ความปลอดภัย และแผนรองรับเหตุฉุกเฉิน รวมถึงการสร้างคอมมูนิตี้ที่ดี เพื่อยกระดับคุณภาพ และรักษามูลค่าทรัพย์สินในระยะยาว เรามุ่งพัฒนาอย่างต่อเนื่องบนความเข้าใจความต้องการที่หลากหลาย เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต ทั้งด้านความสะดวกสบาย ความสัมพันธ์ในชุมชน และการเติบโตอย่างยั่งยืน” นางสุพินท์ กล่าวย้ำ
โดยในปี 2569 พรีโม ได้วางกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจภายใต้กรอบแนวคิด “2026 STRATEGY PRIMO TRANSFORMATION ERA ก้าวสู่ศักราชใหม่แห่งการเปลี่ยนผ่านอย่างยั่งยืน” ยกระดับการบริการ ขยายฐานลูกค้าทุกแพลตฟอร์ม ตอบโจทย์ลูกค้าทุก Generation ตลอดทุกช่วงชีวิต ผ่านแนวคิด Happy Maker for All พร้อมชู 5 กลยุทธ์รองรับจุดเปลี่ยนของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ คือ (1) ยกระดับมาตรฐานบริการสู่ระดับพรีเมียม (2) ขยายฐานสู่กลุ่มลูกค้ามูลค่าสูง (3) พัฒนาระบบนิเวศการอยู่อาศัยแบบครบวงจร (4) ขับเคลื่อนองค์กรด้วยเทคโนโลยีและข้อมูล และ (5) เติบโตอย่างยั่งยืนด้วยพลัง ESG ตั้งเป้ารายได้รวมปี 2569 อยู่ที่ 2,000 ล้านบาท
สำหรับ บริษัทพรีโมเซอร์วิสโซลูชั่นจำกัด (มหาชน) หรือ PRI เป็นผู้ดำเนินธุรกิจให้บริการที่เกี่ยวเนื่องกับอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจร
ชั้นนำของประเทศ มีประสบการณ์กว่า 15 ปี ปัจจุบัน ดำเนินธุรกิจภายใต้ 3 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่
1.กลุ่มธุรกิจต้นน้ำ – บริการก่อนเข้าอยู่อาศัย (Pre-Living Services) ได้แก่ บริการให้คำปรึกษาและควบคุมงานก่อสร้างโครงการอสังหาฯ บริการงานวิศวกรรมและการให้คำปรึกษาทางด้านเทคนิค
2.กลุ่มกลางน้ำ – บริการการจัดการเพื่อการอยู่อาศัย (Living Services) ได้แก่ บริการบริหารนิติบุคคลอาคารชุด บ้านจัดสรร ห้างสรรพสินค้า อาคาร และสำนักงาน บริการนิติบุคคลอาคารชุดแบบลักชัวรี่ การบริหารจัดการ Residential Property และ Service Apartment บริการซื้อ-ขาย-ปล่อยเช่าอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร ตัวแทนในการซื้อ-ขาย-เช่า และบริการจัดหาผู้ร่วมลงทุน บริการพัฒนาเทคโนโลยีด้านการบริการ และเทคโนโลยีด้านการอยู่อาศัย และตัวแทนประกันทั้งแบบ Life และ Non-Life
3.กลุ่มปลายน้ำ – บริการหลังการขายที่อยู่อาศัย (Living & Earning Services) ได้แก่ บริการออกแบบและตกแต่งภายใน บริการงานจ้างเหมาแบบเบ็ดเสร็จ บริการแม่บ้านทำความสะอาดและบริการงานช่าง บริการจัดการอาคาร และจัดจำหน่ายสินค้าตกแต่งบ้านและที่อยู่อาศัย แบบ Lifestyle
