บทความโดยซีเมนส์
เมื่อปลายปี 2025 ซีเมนส์ได้เผยแพร่รายงาน Siemens Infrastructure Transition Monitor 2025 ซึ่งสำรวจความคิดเห็นของผู้บริหารองค์กรชั้นนำ 1,400 คน จากหลากหลายอุตสาหกรรมทั่วโลกเพื่อสะท้อน ความก้าวหน้า ความท้าทาย และทิศทางของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) และการลดคาร์บอน (Decarbonization) พร้อมนำเสนอแนวทางเชิงกลยุทธ์การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานสำหรับผู้นำภาครัฐและภาคธุรกิจ โดยผลสำรวจสะท้อนประเด็นสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่
- การลงทุนด้านพลังงานสะอาดเช่น Renewable Energy และ Energy Storage ยังคงเติบโตต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนด้านกฎระเบียบและข้อจำกัดของโครงสร้างพื้นฐานเดิมยังเป็นความท้าทายหลัก
- Digitalization รวมถึงเทคโนโลยีอย่าง AI, Grid Software และ Smart Meter กำลังมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและเพิ่มความยืดหยุ่นของระบบโครงข่ายไฟฟ้า ขณะที่ในอนาคตเทคโนโลยีอย่าง Digital Twin เพื่อจำลองแบบเสมือนจริงของระบบโครงข่ายไฟฟ้า และ Autonomous Grid จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการยกระดับประสิทธิภาพ ความมั่นคง และความยั่งยืนของระบบพลังงาน
- การส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนเพื่อสร้างระบบพลังงานที่มีประสิทธิภาพยืดหยุ่นและยั่งยืนจะมีความสำคัญอย่างมากต่อความสำเร็จของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน
ความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้า: วาระเร่งด่วนของโลก
ผลวิจัยเผยให้เห็นจุดเปลี่ยนที่ชัดเจนว่า ความเสถียรและมั่นคงในการจัดหาพลังงาน (Resilient Energy Supply) ได้พุ่งขึ้นมาเป็นนโยบายเร่งด่วนอันดับหนึ่งของรัฐบาลทั่วโลก (แซงหน้าการขยายพลังงานหมุนเวียนที่เคยอยู่อันดับหนึ่งในปี 2566) ควบคู่ไปกับการขยับขึ้นของเป้าหมายการพึ่งพาตนเองด้านพลังงาน (National Energy Independence)

ในขณะที่นโยบายการเร่งขยายพลังงานหมุนเวียนในวงกว้างยังคงเป็นนโยบายสำคัญลำดับต้นๆ โดยข้อมูลจากรายงาน World Energy Investment โดย International Energy Agency หรือ IEA ระบุว่าเม็ดเงินลงทุนในพลังงานสะอาดทั่วโลกปี 2568 มีมูลค่าสูงถึง 2.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ แซงหน้าพลังงานฟอสซิลไปถึง 2 เท่าตัว เป็นการสะท้อนถึงความสำคัญของการพัฒนาระบบพลังงานหมุนเวียนให้มีบทบาทมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง
สำหรับประเทศไทย นโยบายของประเทศในการผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัลเพื่อก้าวสู่การเป็น Tech Hub ของภูมิภาค อาทิ การส่งเสริมการลงทุนกิจการ Data Center ทำให้ความต้องการพลังงานไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างมาก อีกทั้งยังต้องการความเสถียรของระบบไฟฟ้าสูง
ประกอบกับการขยับเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ของประเทศให้เร็วขึ้นเป็นปี 2050 ซึ่งได้กระตุ้นการเติบโตของการใช้พลังงานสะอาด มีการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปทั้งในภาคอุตสาหกรรมและภาคครัวเรือนอย่างแพร่หลาย ปัจจัยเหล่านี้นำมาซึ่งความท้าทายของการจัดการระบบพลังงานไฟฟ้าแบบรวมศูนย์(Centralized Energy)ที่ผลิตไฟฟ้าจากฟอสซิลเป็นส่วนมาก เพื่อมุ่งสู่การผลิตไฟฟ้าแบบกระจายศูนย์ (Distributed Energy) ที่รวมไปถึงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่มีความผันผวนสูง
การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานจึงไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียน แต่ยังรวมถึงการจัดการความท้าทายต่อระบบโครงสร้างพื้นฐานที่จะต้องมีความยืดหยุ่นและสามารถรองรับความซับซ้อนของการผลิตไฟฟ้ารูปแบบใหม่นี้
จากโครงข่ายเดิมสู่ Smart Grid และ Autonomous Grid เพื่อรับมือระบบไฟฟ้าที่ซับซ้อนขึ้น
ความท้าทายหลักอย่างหนึ่งของระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานไฟฟ้าคือการมองเห็นข้อมูลที่จำกัด (Limited Visibility) ในระบบจำหน่ายไฟฟ้าแรงดันต่ำเช่น ระบบไฟที่จ่ายเข้าสู่บ้านเรือนและโรงงานขนาดเล็ก โดยมักขาดการจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ และไม่มีการเชื่อมต่อข้อมูลแบบเรียลไทม์ อีกทั้งปัจจุบันยังมีกิจกรรมการใช้ไฟฟ้าในรูปแบบใหม่ เช่น การจ่ายไฟย้อนกลับจากโซลาร์เซลล์ หรือการดึงกำลังไฟฟ้าจากโครงข่ายในปริมาณสูงเพื่อชาร์จยานยนต์ไฟฟ้า กล่าวได้ว่าความซับซ้อนของระบบพลังงานไฟฟ้าในปัจจุบันไม่ได้อยู่เฉพาะในส่วนของการผลิตหรือโครงข่ายไฟฟ้าหลักอีกต่อไป แต่กำลังขยายมาสู่ฝั่งผู้ใช้พลังงานมากขึ้น
เพื่อรับมือกับความท้าทายนี้ ซีเมนส์นำเสนอแนวคิด “Flip the Grid” ปรับการบริหารจัดการเป็นจากล่างขึ้นบน โดยจากผลการสำรวจผู้บริหารในภาคพลังงานถึง 74% มีความเห็นตรงกันว่า โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) ที่มีซอฟต์แวร์เป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ – ทำหน้าที่เสมือนระบบประสาทของเครือข่ายพลังงานไฟฟ้าทั้งหมดช่วยให้ผู้ควบคุมระบบฯสามารถมองเห็นข้อมูลจำลองสถานการณ์และคาดการณ์ความเสี่ยงล่วงหน้าอย่างแม่นยำ- จะเป็นกลไกสำคัญของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน
ต่อไปในอนาคตเมื่อระบบฯ มีความซับซ้อนเกินกว่าที่มนุษย์จะจัดการได้ทันท่วงที Autonomous Grid หรือโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะที่สามารถวิเคราะห์ ตัดสินใจ และตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างอัตโนมัติ จะช่วยยกระดับประสิทธิภาพ ความมั่นคงและความยั่งยืนของระบบพลังงาน
ยกตัวอย่างแนวคิดโครงการนำร่อง Autonomous Zones หรือเขตการจัดการพลังงานอัจฉริยะ เช่น ในนิคมอุตสาหกรรมหรือเขตเมืองใหม่ เมื่อระบบบริหารพลังงานไฟฟ้าตรวจพบว่าพลังงานหมุนเวียนผลิตได้เกินความต้องการ ระบบฯ อาจสั่งเพิ่มการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อใช้ไฟฟ้าส่วนเกินให้เกิดประโยชน์ หรือเปลี่ยนเส้นทางการจ่ายไฟภายในโครงข่ายโดยอัตโนมัติ เพื่อป้องกันไม่ให้สายส่งรับภาระเกิน นอกจากนี้ เมื่อเกิดเหตุขัดข้อง ระบบฯ ยังสามารถแยกพื้นที่ที่มีปัญหาและฟื้นฟูการจ่ายไฟในส่วนที่เหลือได้เอง (Self-healing) โดยผู้ปฏิบัติงานหน้างานยังคงมีบทบาทในการตรวจสอบและอนุมัติข้อเสนอของระบบก่อนดำเนินการ

ผลสำรวจยังพบว่าผู้ตอบแบบสอบถาม 63% จากภาคพลังงานเชื่อว่าประโยชน์ที่ได้รับจากการใช้ระบบอัตโนมัติในการจัดการโครงข่ายไฟฟ้านั้นคุ้มค่า จากการลดต้นทุนการดำเนินงาน การเพิ่มความเสถียรและประสิทธิภาพของการใช้พลังงาน และ 62% เชื่อว่าภูมิภาคของตนพร้อมที่จะนำระบบอัตโนมัติมาใช้ในโครงข่ายไฟฟ้าแล้ว
ปลดล็อกกฎระเบียบเชื่อมระบบพลังงานสู่อนาคต
แม้เทคโนโลยีที่จำเป็นสำหรับระบบพลังงานยุคใหม่จะพร้อมใช้งานแล้ว แต่การเปลี่ยนผ่านจะเกิดขึ้นจริงไม่ได้ หากระบบ แพลตฟอร์ม และมาตรฐานข้อมูลยังแยกส่วนกัน รวมถึงข้อจำกัดด้านกฎระเบียบต่างๆ ซึ่งผู้บริหารกว่า 61% มองว่าเป็นความท้าทายสำคัญ โดยรายงานระบุว่ากฎระเบียบในปัจจุบันมักเอื้อให้เกิดการลงทุนในสินทรัพย์ทางกายภาพ (เช่น สายส่งไฟฟ้า) มากกว่าการลงทุนด้านซอฟต์แวร์ อีกทั้งยังทำให้การทำงานร่วมกันของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในระบบพลังงานเป็นไปได้อย่างจำกัด
ในระยะต่อไปในอนาคต ผลสำรวจชี้ว่าผู้บริหาร 62% เห็นว่าระบบพลังงานควรถูกบริหารจัดการในรูปแบบ System of Systems หรือระบบพลังงานดิจิทัลแบบบูรณาการ ที่เชื่อมโยงระบบย่อยต่างๆ ตั้งแต่ระบบไฟฟ้า ก๊าซ ไฮโดรเจน โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานเข้าด้วยกัน และควรส่งเสริมให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในระบบนิเวศพลังงานสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลและทำงานร่วมกันได้แบบเรียลไทม์
ในบริบทของประเทศไทย แนวคิดนี้อาจเป็นกรอบสำคัญในการพิจารณาสองประเด็นหลัก ได้แก่
- การปรับปรุงกฎระเบียบให้เอื้อต่อการลงทุนการใช้งานนวัตกรรมดิจิทัลและซอฟต์แวร์ พร้อมปรับกลไกตลาดเพื่อให้คุณค่ากับความยืดหยุ่นของระบบ ควบคู่กับการลงทุนเพิ่มกำลังการผลิตและโครงสร้างพื้นฐาน
- การบูรณาการด้านข้อมูลเพื่อผลักดันให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องใช้โปรโตคอลข้อมูลและ Standardized APIs ร่วมกัน เพื่อให้ระบบจากต่างแพลตฟอร์มสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลและทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น ลดการเชื่อมต่อระบบแบบเฉพาะกิจที่มีต้นทุนสูงและขยายผลได้ยาก
ยุทธศาสตร์ 3D เพื่ออนาคตพลังงานไฟฟ้าไทย
อนาคตของระบบพลังงานโลกกำลังมุ่งสู่ 3D ได้แก่ การกระจายศูนย์ (Decentralized) การเปิดให้ทุกภาคส่วนมีบทบาท (Democratized) และการขับเคลื่อนด้วยดิจิทัล (Digital) ความท้าทายสำคัญในวันนี้จึงไม่ได้อยู่ที่การสร้างเทคโนโลยีใหม่เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การบูรณาการเทคโนโลยี ข้อมูล และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้กฎระเบียบที่เอื้อต่อการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน
สำหรับประเทศไทย นี่อาจเป็นจังหวะสำคัญในการวางรากฐานระบบพลังงานไฟฟ้าที่มีความชาญฉลาด ยืดหยุ่น และพร้อมรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น ควบคู่ไปกับการบรรลุเป้าหมายด้านพลังงานสะอาดในระยะยาว เพราะท้ายที่สุด ความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้าไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการมีไฟฟ้าเพียงพอ แต่คือความสามารถของทั้งระบบในการปรับตัวอย่างมั่นคง ทันเวลา และยั่งยืน
