Headlines

‘กุ้ง สุธิราช’ ถอดรหัสแคมเปญ “1 เรื่องเล่าก้าวสู่การป้องกัน” พลิกอินไซต์แชร์เรื่องราวสู่พลัง Social Movement พิชิตเป้าสูญเสียจากไข้เลือดออกเป็นศูนย์!

แม้ “โรคไข้เลือดออก” จะเป็นโรคระบาดที่คนไทยคุ้นเคยกันมานาน จนหลายคนชินชาและมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว หรือคิดเพียงว่าเป็นแล้วก็รักษาหายได้ แต่ในความเป็นจริง สถิติความสูญเสียจากโรคนี้กลับรุนแรงและกระจายตัวไปในทุกช่วงวัยอย่างน่ากลัว แคมเปญ “1 เรื่องเล่าก้าวสู่การป้องกัน ภายใต้แนวคิด “ZERO TO ZERO CAMPAIGN” ต้องการทลายมายาคติความคุ้นชินเดิม ๆ ของสังคมไทย และมุ่งเป้าขับเคลื่อนการสื่อสารเพื่อลดอัตราความสูญเสียให้กลายเป็นศูนย์ โดยพลิกมุมมองและพาทุกคนทำความเข้าใจความร้ายแรงของโรคนี้ในแง่มุมใหม่ ผ่านกระบอกเสียงที่ทรงพลัง ของ กุ้งสุธิราช วงศ์เทวัญ ศิลปินและพระเอกลิเกขวัญใจมหาชน ที่มาร่วมถ่ายทอดเรื่องราวสุดสะเทือนใจจากความสูญเสียน้องสาวผู้เปรียบเสมือนดวงใจ พร้อมที่เปิดพื้นที่ให้ทุกคนร่วมแบ่งปันประสบการณ์ตรงที่เกิดขึ้นกับตัวเองและคนที่คุณรัก

กุ้ง สุธิราช เล่าถึงเหตุผลสำคัญที่ตัดสินใจเข้าร่วมแคมเปญ “1 เรื่องเล่าก้าวสู่การป้องกัน”เพราะต้องการให้ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นกับครอบครัว เป็นอุทาหรณ์และเกิดประโยชน์ต่อสาธารณชน เนื่องจากหลายคนยังคงชะล่าใจและมองไม่เห็นความรุนแรงที่แท้จริง จนกว่าจะเกิดขึ้นกับตัวเอง 

“ในความเป็นจริงไข้เลือดออกสามารถคร่าชีวิตคนเราได้ หรือส่งผลกระทบร้ายแรงถึงขั้นทำให้กลายเป็นผู้ป่วยนิทรา ที่สำคัญโรคร้ายนี้ไม่เลือกปฏิบัติว่าจะเกิดหรือไม่เกิดขึ้นกับใคร กรณี น้องวิวิรดา วงศ์เทวัญ แม้เป็นคนที่แข็งแรงมาก อาการป่วยก็ยังรุนแรงถึงขึ้นอวัยวะล้มเหลว ผมจึงเชื่อมั่นว่าแคมเปญนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่ช่วยให้ทุกคนหันมาตระหนักรู้และป้องกันอย่างถูกวิธี เพื่อลดอัตราความสูญเสียให้กลายเป็นศูนย์” กุ้ง สุธิราชกล่าว 

พระเอกลิเกขวัญใจมหาชนบอกว่า “ไอเดียของโครงการนี้ไม่ได้มุ่งหวังเป็นเพียงแค่การโฆษณา แต่ต้องการสะท้อนความจริงอันเจ็บปวดที่เกิดขึ้นกับครอบครัววงศ์เทวัญ โดยย้อนเวลากลับไปในวันที่น้องสาวล้มป่วย จากโรคที่เคยคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว แต่กลับเป็นภัยเงียบใกล้ตัวที่ร้ายแรงที่สุด จนพรากชีวิตของคนที่รักมากที่สุดไปอย่างไม่มีวันกลับ”

สำหรับเบื้องหลังการถ่ายทำเต็มไปด้วยความโศกเศร้า ในฉากมีเพียง กุ้ง สุธิราช ที่ถ่ายทอดความรู้สึกจากส่วนลึกของหัวใจอย่างตรงไปตรงมา ตั้งแต่วันแรกที่น้องสาวเริ่มมีอาการป่วยจนถึงวันที่จากไปอย่างไม่มีวันกลับ 

“บรรยากาศในกองถ่ายค่อนข้างเงียบ ท่ามกลางภาพความทรงจำเก่าๆ ตั้งแต่สมัยวัยเยาว์ ช่วงเวลาที่ได้ร่วมงานร้องเพลงและเล่นลิเกร่วมกัน จนถึงช่วงที่น้องวิล้มป่วย ทุกคำพูดและทุกหยาดน้ำตาที่สื่อสารออกมา ล้วนกลั่นมาจากความรู้สึกของพี่ชายคนนี้ ที่หวังจะให้เรื่องราวนี้เป็นอุทาหรณ์เตือนใจสังคม” กุ้ง สุธิราชกล่าว

ภายหลังแคมเปญ “1 เรื่องเล่าก้าวสู่การป้องกัน” เผยแพร่ออกไป กุ้ง สุธิราชบอกว่ากระแสตอบรับหลั่งไหลเข้ามาอย่างท่วมท้น มีทั้งกำลังใจและการมีส่วนร่วมของผู้คนในสังคมจำนวนมาก ที่ต่างมาแชร์ประสบการณ์ตรงเกี่ยวกับโรคไข้เลือดออก ทั้งจากครอบครัวที่เคยเผชิญกับความสูญเสีย และผู้ที่รอดชีวิตจากอาการเจ็บป่วยที่รุนแรงแสนสาหัส ซึ่งกระแสตอบรับเหล่านี้สะท้อนชัดเจนว่า วันนี้สังคมไทยเริ่มตระหนักและเกิดความตื่นตัวในวงกว้าง ถึงพิษภัยของไข้เลือดออกอย่างจริงจัง โดยทุกคนไม่อยากให้ตนเองและคนที่รักต้องเผชิญกับความทุกข์ทรมานจากโรคนี้อีกต่อไป”

สุดท้ายนี้ กุ้งสุธิราช ได้ฝากข้อคิดเตือนใจและแนวทางการรับมือว่า “ยุงลายตัวเล็กๆ มีพิษสงร้ายกาจกว่าที่คิด และเราไม่อาจรู้ได้เลยว่ายุงตัวไหนมีเชื้อ สิ่งสำคัญคือต้องหมั่นสังเกตอาการของคนในครอบครัว หากมีไข้สูงลอยอย่าชะล่าใจคิดว่าเป็นไข้หวัดธรรมดา ขอให้รีบพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและเข้าสู่กระบวนการรักษาโดยเร็วที่สุด ที่สำคัญไม่แพ้กันคือต้องร่วมมือกันทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย และที่สำคัญที่สุดคือทุกวันนี้มี ‘วัคซีนป้องกันไข้เลือดออก’ ซึ่งเป็นนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ช่วยลดความรุนแรงของโรค และลดโอกาสการเสียชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงอยากเชิญชวนให้ทุกคนหันมาป้องกันตั้งแต่ต้นทาง เพื่อปกป้องคนที่เรารักและเปลี่ยนความสูญเสียให้เป็นศูนย์ไปด้วยกัน” ด้วยความห่วงใยจากผม กุ้งสุธิราช วงศ์เทวัญ

สำหรับเบื้องหลังและที่มาของไอเดียสกัดความสูญเสียจากไข้เลือดออก ซึ่งพัฒนาไปสู่แคมเปญ “1 เรื่องเล่าก้าวสู่การป้องกัน” นั้น เกิดขึ้นจากความคิดตั้งต้นของ ประธาน อุดมทรัพย์วงศ์ Group Creative Director ที่ต้องการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับความรุนแรงของไข้เลือดออก และแนวทางป้องกันที่มีประสิทธิภาพสูงสุด 

“เราค้นพบอินไซด์สำคัญว่าคนเรามักกังวลกับความทรมานที่ต้องเผชิญในตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ มากกว่าการเสียชีวิต โดยเฉพาะเมื่อมองจากความรุนแรงของโรคไข้เลือดออก ที่สามารถพัฒนาความรุนแรงจนนำไปสู่ภาวะอวัยวะล้มเหลวเฉียบพลัน หัวใจวาย หรือสมองเสียหายถาวรได้ ทีมงานจึงหยิบยกคีย์เวิร์ด ความน่ากลัวที่เป็นมากกว่าความสูญเสีย มากระตุ้นเตือนสังคม โดยเฉพาะพ่อแม่และผู้ดูแลผู้สูงอายุ ได้ตระหนักถึงความทรมานของโรคที่ร้ายแรงนี้ และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจากการตั้งรับเพื่อรักษา มาเป็นการสร้างเกราะป้องกันตั้งแต่ต้นทาง” ประธาน อุดมทรัพย์วงศ์ กล่าว

อีกหนึ่งหัวใจสำคัญที่ทำให้แคมเปญนี้ส่งพลังไปถึงหัวใจทุกคน คือการได้รับเกียรติจาก คุณกุ้งสุธิราชวงศ์เทวัญ ศิลปินชื่อดังที่ครอบครัวได้รับผลกระทบจากไข้เลือดออกโดยตรง มาร่วมเป็นกระบอกเสียงถ่ายทอดเรื่องราว 

“ทีมงานรู้สึกประทับใจและยกย่องในความจริงใจของคุณกุ้งเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากเรื่องราวของน้องสาวเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและสะเทือนใจ แต่คุณกุ้งไม่เพียงเปิดกว้างแต่ยังให้ข้อมูลตามความเป็นจริง เพราะมีเป้าหมายร่วมกันในการเปลี่ยนความสูญเสียส่วนตัวให้กลายเป็นแรงบันดาลใจ ที่จะช่วยปกป้องชีวิตของคนอื่น ๆ ในสังคม ไม่ให้ต้องเผชิญกับความเจ็บปวดซ้ำรอยเดิม” Group Creative Director ผู้สร้างสรรค์แคมเปญกล่าว

นอกจากเรื่องราวที่ทรงพลังแล้ว แคมเปญนี้ยังประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้น ในแง่ของยอดการมีส่วนร่วมบนโลกออนไลน์ ซึ่งความสำเร็จดังกล่าวเกิดจากการถอดรหัสพฤติกรรมพื้นฐานของคนไทย 3 ประการ คือ ชอบอ่านคอมเมนต์ ชอบแบ่งปันข้อมูลเพื่อช่วยเหลือกันและชอบทำบุญ จึงนำมาสู่กลยุทธ์ การชวนทุกคนมาร่วมบริจาค 0 บาท ผ่านกล่องความคิดเห็นใต้คลิปวิดีโอ ซึ่งเป็นการทลายกำแพงการสื่อสารรูปแบบเดิม ๆ ผ่านการสื่อสารสองทาง (Two-way Communication) ที่เปิดพื้นที่ให้ผู้คนเข้ามาพิมพ์แชร์ประสบการณ์ตรงเกี่ยวกับภัยไข้เลือดออก ส่งผลให้ปัจจุบันเกิด Community ขนาดใหญ่ที่มีการส่งต่อเรื่องราวจริงนับพันข้อความ ครอบคลุมทั้งเคสเด็กและผู้ใหญ่ กลายเป็นกระแสความตระหนักรู้ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังของสังคมอย่างแท้จริง

ความสำเร็จจากแคมเปญในครั้งนี้ คือการผสานองค์ประกอบ 3 ส่วนเข้าด้วยกันอย่างแม่นยำ ทั้งความเข้าใจในธรรมชาติของแพลตฟอร์มสื่อ (Media Insight) ความเข้าใจส่วนลึกของกลุ่มเป้าหมาย (Target Insight) และการเลือกใช้ตัวบุคคลที่อินกับเรื่องราวอย่างแท้จริง จึงเกิดเป็นพลัง Content-Driven ที่สามารถขับเคลื่อนแคมเปญให้เติบโต ซึ่งเป็นบทพิสูจน์ว่าการสื่อสารที่แม่นยำและเข้าใจมนุษย์ สามารถเปลี่ยนจาก “เรื่องเล่าบนโลกโซเชียล” ให้กลายเป็นพลังป้องกันโรค และร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่เป้าหมายลดความสูญเสียจากไข้เลือดออกให้เป็นศูนย์ได้อย่างแท้จริง