Headlines

เอ็นไอเอรีเฟรมเอสเอ็มอีไทยก้าวพ้นกับดักเศรษฐกิจผันผวนชูกลยุทธ์ใหม่สำหรับกลุ่มองค์กร  พร้อมโชว์โปรไฟล์3 องค์กรดาวเด่นปิดแก็ปการเติบโตด้วย”การจัดการนวัตกรรม

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ และบริษัท ทริส คอร์ปอเรชั่น จำกัด เดินหน้ายกระดับศักยภาพผู้ประกอบการไทย ผ่านโครงการ “INNOProductivity for SMEs – เร่งสปีด SMEs ไทยให้เติบโตด้วยนวัตกรรม โดยมุ่งเน้นการเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของเอสเอ็มอีไทยสู่การเป็นธุรกิจฐานนวัตกรรมอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยสามารถปรับตัว อยู่รอด และเติบโตได้อย่างยั่งยืน ท่ามกลางความท้าทายด้านเศรษฐกิจและการแข่งขันที่รุนแรง โดยโครงการมุ่งพัฒนานวัตกรรมควบคู่ผลิตภาพผ่าน
การประเมินและให้คำปรึกษาเชิงลึก ช่วยให้ผู้ประกอบการเห็นจุดแข็ง–จุดอ่อน และเตรียมความพร้อมสู่แหล่งเงินทุน ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานสะท้อนว่าเอสเอ็มอีไทยส่วนใหญ่อยู่ในระดับ “Managed Level” และมีบางส่วนที่พร้อมก้าวสู่การเป็นองค์กรนวัตกรรม โดย NIA ได้มอบเกียรติบัตรแก่ 3 องค์กรต้นแบบที่มีศักยภาพและความพร้อมในการพัฒนาองค์กรด้วยนวัตกรรมอย่างเป็นระบบ

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติหรือNIA เปิดเผยว่า เอสเอ็มอีไทยถือเป็นกำลังสำคัญของระบบเศรษฐกิจประเทศ แต่ในขณะเดียวกันกลับต้องเผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งต้นทุนที่สูงขึ้น การแข่งขันที่รุนแรง และข้อจำกัดในการเข้าถึงเทคโนโลยีและองค์ความรู้ ดังนั้น การเสริมสร้างขีดความสามารถให้
เอสเอ็มอีไทยปรับตัวได้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงจึงเป็นภารกิจสำคัญที่ NIA ให้ความสำคัญมาอย่างต่อเนื่อง เพราะการที่จะผลักดันให้ประเทศไทยก้าวข้ามกับดักประเทศรายได้ปานกลางได้นั้น จำเป็นต้องเร่งยกระดับเอสเอ็มอีให้สามารถเติบโตจากวิสาหกิจรายย่อยและขนาดย่อม ไปสู่การเป็น ‘Smart SME’ และต่อยอดสู่การเป็นวิสาหกิจขนาดกลางที่มีความเข้มแข็ง มีระบบการบริหารจัดการที่เป็นมาตรฐาน และสามารถใช้นวัตกรรมเป็นเครื่องมือในการสร้างการเติบโตทางธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม ดังนั้น หัวใจสำคัญคือการพัฒนา นวัตกรรม ควบคู่กับการพัฒนา ผลิตภาพ ในการดำเนินธุรกิจ ที่ไม่ใช่การนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้เพียงอย่างเดียว แต่ต้องเป็นการวางระบบการจัดการนวัตกรรมในองค์กรอย่างเหมาะสม สอดคล้องกับบริบท ขนาด และศักยภาพของแต่ละธุรกิจ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้ ทั้งในมิติการเพิ่มรายได้ การลดต้นทุน และการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว จากแนวคิดดังกล่าว NIA จึงได้ริเริ่ม โครงการINNOProductivity for SMEs – เร่งสปีดSMEs ไทยให้เติบโตด้วยนวัตกรรม โดยผนึกความร่วมมือกับสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านการเพิ่มผลิตภาพ และบริษัท ทริส คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านการประเมินและพัฒนาองค์กร เพื่อออกแบบกระบวนการสนับสนุนเอสเอ็มอีไทย
อย่างครบวงจร ตั้งแต่การประเมินศักยภาพ การให้คำปรึกษาเชิงลึก ไปจนถึงการวางแผนพัฒนาองค์กรเชิงกลยุทธ์
อย่างเป็นระบบ

หนึ่งในหัวใจสำคัญของโครงการคือกระบวนการ Consultative Assessment ที่ทำหน้าที่เสมือนกระจกสะท้อนศักยภาพองค์กรช่วยให้ผู้ประกอบการมองเห็นจุดแข็งจุดอ่อนและโอกาสในการพัฒนาอย่างเป็นระบบไม่ใช่เพียงการประเมินเพื่อให้คะแนนแต่เป็นการใช้ข้อมูลเชิงลึกเพื่อออกแบบแนวทางการยกระดับองค์กรด้วยนวัตกรรมและผลิตภาพที่เหมาะสมกับบริบทธุรกิจจริงซึ่งจากการดำเนินโครงการที่ผ่านมา NIA มองเห็น
2
องค์ประกอบหลักที่จะช่วยยกระดับเอสเอ็มอีไทยสู่ธุรกิจยุคใหม่ได้แก่1. การบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ (Management Transformation) ซึ่งผู้ประกอบการจำเป็นต้องเปลี่ยนจากการตัดสินใจบนพื้นฐานของสัญชาตญาณและประสบการณ์ส่วนบุคคลไปสู่การใช้ข้อมูลสำหรับเป็นฐานในการตัดสินใจโดยเริ่มจากการวางระบบจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลผลการดำเนินงานอย่างจริงจังเพื่อลดความเสี่ยงในการลงทุนด้านนวัตกรรมควบคู่กับการกำหนดกลยุทธ์นวัตกรรมที่เชื่อมโยงโดยตรงกับเป้าหมายทางธุรกิจไม่ให้นวัตกรรมเป็นเพียงโครงการเสริมแต่เป็นส่วนหนึ่งของแผนธุรกิจหลักที่สร้างผลลัพธ์ได้จริงและ2. กรอบความคิดที่พร้อมปรับตัวอยู่เสมอ (Productivity Mindset)
ที่เปรียบเสมือนฐานรากของการพัฒนาองค์กรโดยผู้ประกอบการควรเริ่มจากการปรับปรุงกระบวนการทำงานพื้นฐานก่อนการลงทุนในเทคโนโลยีขั้นสูงเช่น Automation หรือ AI ผ่านเครื่องมืออย่าง 5 Kaizen และ Lean เพื่อลดความสูญเปล่าในกระบวนการทำงานพร้อมกำหนดตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการนวัตกรรมอย่างชัดเจนทั้งในมิติทางการเงินเช่นรายได้และต้นทุนและมิติที่ไม่ใช่การเงินเช่นความพึงพอใจของลูกค้าและความรวดเร็วในการทำงานซึ่งนอกจากจะประเมินและวินิจฉัยจุดแข็งจุดอ่อนขององค์กรด้วยเครื่องมือมาตรฐานพร้อมรับคำแนะนำเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญแล้วยังช่วยเตรียมความพร้อมสู่แหล่งเงินทุนสร้างมาตรฐานการบริหารจัดการที่น่าเชื่อถือเพื่อโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและการสนับสนุนจากทั้งภาครัฐและเอกชนในอนาคตโดยมีผู้ประกอบการเข้ารับการถ่ายทอดการใช้เครื่องมือประเมินและพัฒนาระบบนวัตกรรมและผลิตภาพภายในองค์กรมากว่า 200 องค์กรทั้งจากการฝึกอบรมทั่วประเทศและผ่านหลักสูตรออนไลน์ (NIA MOOC) โดยมีผู้ประกอบการจำนวน 41 องค์กรเข้ารับการประเมินและให้คำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญแบบ 1 – on – 1”

ทั้งนี้ ผลการประเมินศักยภาพด้านนวัตกรรมและผลิตภาพกลุ่มผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ สะท้อนให้
เห็นว่าภาพรวมของสถานะความพร้อมด้านนวัตกรรมของเอสเอ็มอีไทยอยู่ในระดับที่มีการจัดการ (Managed Level) จากผลคะแนนเฉลี่ยที่ 2.42 คะแนน (จากคะแนนเต็ม 5.00) หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ องค์กรมีการดำเนินกิจกรรมด้านนวัตกรรมและมีกระบวนการทำงานพื้นฐานแล้ว แต่ยังขาดการบูรณาการอย่างเป็นระบบ และยังไม่ได้นำข้อมูลมาใช้ในการตัดสินใจอย่างเต็มรูปแบบ กิจกรรมนวัตกรรมมักเกิดจากวิสัยทัศน์เจ้าของกิจการเป็นหลัก ยังไม่ถูกถ่ายทอดเป็นระบบงานขององค์กรที่ชัดเจน แต่ก็มีผู้ประกอบการบางส่วนที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการบริหารจัดการนวัตกรรมอย่างเป็นระบบ และมีความพร้อมในการพัฒนาขีดความสามารถสู่การเป็นองค์กรนวัตกรรมที่เข้มแข็งในอนาคต
โดยสามารถทำคะแนนได้ในระดับ Performed Level (เกิน 3.00 คะแนน) ได้แก่ บริษัท เดฟดี ไทยแลนด์ จำกัด บริษัท โค๊ดฟิน จำกัด และบริษัท ไบโอเมดอินโนเวชั่น จำกัด โดย NIA ได้มอบเกียรติบัตรให้แก่ 3 องค์กรที่ผลการประเมินสะท้อนถึงศักยภาพ ความพร้อม และความมุ่งมั่นในการเติบโตด้วยนวัตกรรมอย่างยั่งยืน” ดร. กริชผกากล่าวเพิ่มเติม

นายสุรเชษฎ์ พลวณิช ผู้อำนวยการสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติระบุว่า“ผลิตภาพ (Productivity)” ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการผลิตเท่านั้น หากแต่เป็นรากฐานสำคัญของการเสริมสร้าง
ขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจในระยะยาว โดยเฉพาะเมื่อผู้ประกอบการสามารถเชื่อมโยงการพัฒนานวัตกรรมเข้ากับเป้าหมายทางธุรกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม จะช่วยเพิ่มความพร้อมในการเติบโต และเสริมศักยภาพในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของบริบทเศรษฐกิจและตลาดในอนาคต

ดร.อัมพร แสงมณี กรรมการผู้จัดการบริษัททริสคอร์ปอเรชั่นจำกัดสะท้อนมุมมองว่า การเติบโตอย่างยั่งยืนของเอสเอ็มอี จำเป็นต้องอาศัยระบบการบริหารจัดการที่เป็นมาตรฐานและมีโครงสร้างชัดเจน เพื่อช่วยให้องค์กรสามารถควบคุมความเสี่ยง วัดผลการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และต่อยอดการพัฒนานวัตกรรมได้อย่างมีทิศทางและต่อเนื่อง ซึ่งความร่วมมือระหว่าง 3 หน่วยงานในครั้งนี้ จึงนับเป็นอีกก้าวสำคัญของการพัฒนาเอสเอ็มอีไทยในเชิงโครงสร้าง ผ่านการผสานพลังของนวัตกรรม ผลิตภาพ และระบบการจัดการองค์กรอย่างเป็นระบบ เพื่อวางรากฐานให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเติบโตได้อย่างเข้มแข็ง และสามารถแข่งขันได้ในบริบทเศรษฐกิจยุคใหม่อย่างยั่งยืน