Headlines

พลัสพร็อพเพอร์ตี้เทียบผลงาน 10 บิ๊กดีเวลลอปเปอร์ปี 68 ชี้4 กลยุทธ์ขับเคลื่อนอสังหาฯไทย

ปีที่ผ่านมาถือเป็นปีที่ท้าทายสำหรับตลาดอสังหาริมทรัพย์ โดยภาพรวมการเปิดตัวโครงการใหม่ชะลอตัวลง ขณะที่ยอดขายและยอดโอนกรรมสิทธิ์ปรับลดลงตามข้อจำกัดด้านกำลังซื้อ อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาในภาพรวม การโอนกรรมสิทธิ์ยังคงเติบโต สะท้อนให้เห็นว่าความต้องการที่อยู่อาศัยของคนไทยยังคงมีอยู่ เพียงแต่ผู้บริโภคหันไปเลือกซื้อบ้านมือสองในสัดส่วนที่มากขึ้น เนื่องจากมีระดับราคาที่เข้าถึงได้มากกว่า

ดังนั้นปีที่ผ่านมาบริษัทอสังหาฯ ต้องมีการปรับกลยุทธ์ต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป ซึ่งจากผลสำรวจพบว่า ทุกบริษัทมีรายได้และกำไรลดลงมากน้อยแตกต่างกันไป โดยแสนสิริสามารถสร้างผลงานได้อย่างโดดเด่นคว้าอันดับ 1 ผู้ประกอบการที่ทำกำไรได้สูงสุด สะท้อนถึงการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ และแบรนด์แข็งแกร่งได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภค

นอกจากนี้ ผู้พัฒนารายใหญ่ยังคงให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพทางธุรกิจ ผ่านวินัยทางการเงิน การควบคุมต้นทุน และการเลือกเปิดโครงการในทำเลที่มีดีมานด์ชัดเจน (Real Demand) โดยเฉพาะตลาดระดับบนในกรุงเทพฯ และภูเก็ต ซึ่งยังมีกำลังซื้อที่แข็งแกร่งรองรับ 

อันดับ 1 แสนสิริ 

มีกำไรสุทธิ 4,513 ล้านบาท รายได้รวม 34,395 ล้านบาท 

มีพอร์ตการลงทุนที่สมดุล สามารถรักษาอัตรากำไร ควบคุม SG&A อย่างมีวินัย และการเร่งโอนโครงการพร้อมอยู่ในช่วงปลายปี ส่งผลให้กระแสเงินสดแข็งแกร่งและมีเสถียรภาพในระยะยาว

อันดับ 2 เอพีไทยแลนด์ 

มีกำไรสุทธิ 4,317 ล้านบาท รายได้รวม 37,626 ล้านบาท 

มุ่งเดินเกมเติบโตเชิงคุณภาพต่อในปี 69 ควบคู่โครงสร้างการเงินที่มั่นคง และความร่วมมือพันธมิตรระดับสากล

อันดับ 3 ศุภาลัย 

มีกำไรสุทธิ 4,015 ล้านบาท รายได้รวม 24,772 ล้านบาท

มีการกระจายพอร์ตทั้งกรุงเทพฯ ภูมิภาค และต่างประเทศ โดยเฉพาะออสเตรเลีย ช่วยสร้างฐานรายได้ระยะยาว

อันดับ 4 แลนด์แอนด์เฮ้าส์

กำไรสุทธิ 3,716 ล้านบาท รายได้ 23,200 ล้านบาท 

อันดับ 5 ควอลิตี้เฮ้าส์

มีกำไรสุทธิ 1,728 ล้านบาท รายได้ 7,882 ล้านบาท 

อันดับ 6 เอสซีแอสเสท

มีกำไรสุทธิ 1,533 ล้านบาท รายได้ 20,649 ล้านบาท

อันดับ 7 แอสเซทไวส์มีกำไรสุทธิ 1,078 ล้านบาท รายได้ 9,419 ล้านบาท

อันดับ 8 ออริจิ้นพร็อพเพอร์ตี้

มีกำไรสุทธิ 720 ล้านบาท รายได้ 9,223 ล้านบาท 

อันดับ 9 อนันดาดีเวลลอปเม้นท์

มีกำไรสุทธิ 56 ล้านบาท รายได้ 6,555 ล้านบาท 

อันดับ 10 แอล.พี.เอ็น. ดีเวลลอปเมนท์มีกำไรสุทธิ 29 ล้านบาท รายได้ 6,734 ล้านบาท 

นอกจากนี้ พบว่ามี 3 บริษัทที่กำไรสุทธิลดลงไม่เกิน 15% ได้แก่ แสนสิริ, เอพีไทยแลนด์ และ เอสซีแอสเสท สะท้อนวินัยทางการเงินและความยืดหยุ่นเชิงกลยุทธ์ในการบริหารพอร์ตธุรกิจท่ามกลางภาวะตลาดที่ท้าทายได้ดี

นางสาวสุวรรณี มหณรงค์ชัย กรรมการผู้จัดการบริษัทพลัสพร็อพเพอร์ตี้จำกัดเปิดเผยว่า ตลาดอสังหาฯไทยปี 2568 แม้ภาพรวมจะชะลอตัวลง อย่างไรก็ตามช่วงไตรมาส 4 มีสัญญาณการฟื้นตัวต่อเนื่องจากแรงสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐและทิศทางดอกเบี้ยขาลงที่เริ่มเอื้อต่อการตัดสินใจซื้อ ส่งผลให้แนวโน้มปี 2569 คาดว่าตลาดจะค่อย ๆ เคลื่อนไปสู่สมดุลใหม่ ภายใต้เศรษฐกิจที่กำลังปรับฐานและสร้างเสถียรภาพมากขึ้น จากปัจจัยนโยบายภาครัฐในการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นในการช่วยแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน เช่น ปิดหนี้ไว ไปต่อได้ ดอกเบี้ยมีแนวโน้มขาลง รายได้จากนักท่องเที่ยวที่ฟื้น แม้จะยังคงมีปัจจัยเสี่ยงอยู่บ้าง อาทิ ภาวะเศรษฐกิจไทยที่ยังเปราะบาง และระดับหนี้ครัวเรือนที่สูง

แนะ 4 ปัจจัยเชิงกลยุทธ์ขับเคลื่อนตลาดอสังหาฯไทย

ความสามารถในการปรับตัวเชิงกลยุทธ์ให้สอดรับกับบริบทเศรษฐกิจและพฤติกรรมผู้บริโภค คือปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการรักษาระดับผลการดำเนินงานและความสามารถในการแข่งขันไว้ได้ โดยพลัสฯ มองว่าแนวทางในการขับเคลื่อนตลาดอสังหาฯ ไทยในปี 69 มี 4 ข้อ ดังต่อไปนี้:

  1. Quality over Quantity: การเติบโตของตลาดอสังหาริมทรัพย์จะไม่ได้วัดกันที่จำนวนยูนิตที่เปิดตัว แต่คือคุณภาพของโครงการในทำเลศักยภาพ และความสามารถในการดูแลหลังการขาย ทั้งนี้ การสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้ผู้อยู่อาศัย เป็นปัจจัยที่ทำให้โครงการโดดเด่นและมีมูลค่าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในตลาดระดับบนที่ผู้ซื้อให้ความสำคัญกับคุณภาพ ทำเล และการดูแลระยะยาว
  2. Financial Discipline & Recurring Model ผู้ประกอบการที่รักษาสภาพคล่อง ควบคุมต้นทุน และเพิ่มสัดส่วนรายได้ประจำ เช่น การขยายพอร์ตธุรกิจใหม่ จะมีความยืดหยุ่นมากกว่าในภาวะเศรษฐกิจผันผวน
  3. Lifestyle Personalization: การออกแบบที่เจาะจงเฉพาะกลุ่มมากขึ้น เช่น Pet Friendly, สังคมผู้สูงอายุ, Solo Economy, Green Living ไม่ใช่แค่เทรนด์ แต่คือการตอบโจทย์บริบทสังคมที่เปลี่ยนไป 
  4. Smart Tech as a Standard: เทคโนโลยีบริหารจัดการอาคารและระบบความปลอดภัยอัจฉริยะ จะเปลี่ยนจาก ‘ทางเลือก’ เป็น ‘มาตรฐานใหม่’ ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพต้นทุนการบริหาร และช่วยสร้างความปลอดภัย และเสริมประสิทธิภาพในการบริหารจัดการโครงการอยู่อาศัย 

แม้ตลาดจะยังมีความท้าทาย แต่องค์กรที่สามารถยกระดับการทำงานเชิงคุณภาพได้ตั้งแต่การพัฒนาโครงการไปจนถึงการดูแลหลังการขาย รวมถึงการสร้าง Ecosystem ที่รองรับการใช้ชีวิตแบบครบวงจร จะเป็นแต้มต่อสำคัญในการแข่งขันและการสร้างมูลค่าที่ยั่งยืนให้กับทั้งโครงการและผู้อยู่อาศัยในระยะยาว

*ข้อมูลที่พลัสฯ รวบรวมนำเสนอจาก www.set.or.th ณ วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569