- แสนสิริเปิดแผนธุรกิจพรีคาสท์รุกตลาด B2B ชูจุดแข็ง One-Stop Construction Solution
สบช่องโอกาสตลาดก่อสร้าง 1.41 ล้านล้าน ตั้งเป้ารายได้โตก้าวกระโดดที่ 200 ล้านบาทพร้อมรุกหัวเมืองใหญ่ (ชลบุรี พัทยา เชียงใหม่ ภูเก็ต)
- ปลดล็อกข้อจำกัดรายย่อยด้วย “Mass Customization” ไม่มีขั้นต่ำในการสั่งผลิต
ช่วยหมุนเวียนกระแสเงินสด พร้อมผนึกพันธมิตรธนาคารเสริมแกร่งการเงิน - ยกระดับ Green Precast ด้วยนวัตกรรมปูนซีเมนต์รักษ์โลก ลดคาร์บอน 1.2 แสนตัน/ปี
และอยู่ระหว่างการวิจัยพรีคาสท์ผสมกราฟีน ครั้งแรกเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการสะท้อนความร้อน




บริษัทแสนสิริจำกัด (มหาชน) กางโรดแมปพรีคาสท์ปี 69 ยกระดับสู่ One-Stop Precast Solution เดินหน้าขยายพอร์ตการให้บริการสู่กลุ่มผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์และกลุ่มธุรกิจก่อสร้าง (Construction Business) อย่างเต็มตัว รองรับโอกาสจากการขยายตัวของอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยที่คาดการณ์ว่าจะมีมูลค่ารวมสูงถึง 1.41 ล้านล้านบาท โดยแสนสิริตั้งเป้ารายได้กลุ่ม B2B โตก้าวกระโดดพุ่งแตะ 200 ล้านบาท ตั้งเป้าเป็นจิ๊กซอว์สำคัญหนุน SME อสังหาฯ ไทยด้วยโซลูชันก่อสร้างอัจฉริยะ
พร้อมเตรียมจับมือพันธมิตรทางการเงินเพื่อสนับสนุนสภาพคล่องให้แก่นักพัฒนาโครงการรุ่นใหม่

นายฐิติพงค์ มงคลปทุมรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโสโรงงานผลิตแผ่นคอนกรีตสำเร็จรูป
บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปัจจุบันภาพรวมธุรกิจก่อสร้างเผชิญความท้าทายทั้งจากค่าแรงที่ผันผวนและการขาดแคลนแรงงานฝีมือ ส่งผลให้ระบบพรีคาสท์ (แผ่นคอนกรีตสำเร็จรูป) เป็นทางเลือกหลักของอุตสาหกรรม แสนสิริจึงได้นำประสบการณ์กว่า 15 ปี และโรงงานทั้ง 6 แห่ง บนพื้นที่กว่า 200 ไร่ ใน จ.ปทุมธานี ซึ่งเป็นโรงงานพรีคาสท์ที่ใหญ่ที่สุดในวงการอสังหาริมทรัพย์ไทย ด้วยศักยภาพกำลัง
การผลิตรวมอยู่ที่ 5,000 ยูนิต/ปี พร้อมให้บริการแก่พันธมิตรธุรกิจแบบครบวงจรทั้ง B2B และ B2C (ลูกค้าที่ต้องการสร้างบ้านเอง)
“แสนสิริตั้งเป้าสู่การเป็น One-Stop Precast Solution ที่มุ่งตอบโจทย์ผู้ประกอบการรายกลางและ
รายเล็ก (SME) ที่ต้องการความยืดหยุ่นสูง ให้บริการครอบคลุมทุกโปรดักส์ รองรับการก่อสร้างทุกประเภทโครงการ ทั้งบ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์โฮม คอนโดมิเนียม โรงแรม และอพาร์ตเมนต์ที่มีความสูงไม่เกิน
8 ชั้น การทำงานในลักษณะ Mass Customization ด้วยระบบ Automation สามารถปรับเปลี่ยนแบบได้ตลอดและผลิตชิ้นงานแบบ Customize ได้โดยไม่มีข้อกำหนดเรื่องจำนวนสั่งผลิตขั้นต่ำ (No Minimum Order) ส่งผลให้ผู้ประกอบการหมุนเวียนกระแสเงินสดเร็วขึ้น ช่วยให้การก่อสร้างเร็วขึ้นกว่าระบบเดิม
40-50% โดยบ้าน 1 หลัง จากเดิมใช้เวลา 6-8 เดือน จะเหลือเพียง 3-5 เดือน ช่วยให้ผู้ประกอบการ
โอนกรรมสิทธิ์และปิดโครงการได้ไวขึ้น ตลอดจนเกิดความได้เปรียบด้านต้นทุน ในสภาวะค่าแรงผันผวน ระบบพรีคาสท์ช่วยลดการใช้แรงงานหน้างานและควบคุมต้นทุนต่อตารางเมตรให้คงที่และแม่นยำกว่าการก่อสร้างแบบเดิม และนอกจากการนำเสนอนวัตกรรมการก่อสร้างที่รวดเร็วและได้มาตรฐาน แสนสิริยังพร้อมเป็น Strategic Partner เคียงข้างนักพัฒนาโครงการรุ่นใหม่ ด้วยการสนับสนุนที่เหนือกว่าใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ ผนึกกำลังกับพันธมิตรทางการเงินชั้นนำ เพื่อสนับสนุนสภาพคล่องและโซลูชันทางการเงิน
ที่ออกแบบมาเพื่อ SMEs และนักพัฒนาโครงการโดยเฉพาะ รวมถึงให้คำปรึกษาเจาะลึกตั้งแต่ต้นน้ำ
ทั้งการวิเคราะห์ศักยภาพที่ดิน (Site Analysis) การวาง Product Mix ให้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาด และการทำ Feasibility Study เพื่อประเมินความเป็นไปได้ในการลงทุนอย่างแม่นยำ”
ในส่วนของการพัฒนาโรงงาน แสนสิริได้ยกระดับสู่ Green Precast Factory แห่งแรกของประเทศไทย เพื่อตอบรับเทรนด์ Green Construction ที่กำลังเป็นเงื่อนไขสำคัญในการแข่งขันและการขอสินเชื่อ
สีเขียว (Green Loan) โดยแสนสิริใช้นวัตกรรม Low Carbon Concrete และมีระบบ Concrete Recycling ที่ลดขยะจากการผลิตได้ถึง 98% ซึ่งสอดคล้องกับข้อกำหนดกรีนบิลดิ้ง และมาตรฐาน LEED/BREEAM รวมถึงการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาใช้ เช่น BIM (Building Information Modeling) ซึ่งเป็นระบบจัดตารางการผลิตอัตโนมัติ และการวิเคราะห์ข้อมูล เพิ่มความแม่นยำและความเร็วในการผลิต ตลอดจนอยู่ระหว่างการทำ R&D ร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
ในการพัฒนาพรีคาสท์เสริม “กราฟีน” (Graphene) เพื่อเพิ่มคุณสมบัติการเป็นฉนวนและการดูดซับ
ความร้อน ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมใหม่ที่จะยกระดับคุณภาพที่อยู่อาศัยในอนาคต
แสนสิริ พรีคาสท์ มีแผนขยายฐานลูกค้าหลักครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล และรุกสู่หัวเมืองใหญ่ที่มีการเติบโตของอุตสาหกรรมและอสังหาริมทรัพย์สูง อาทิ ชลบุรี พัทยา เชียงใหม่ และภูเก็ต เพื่อส่งมอบนวัตกรรมการก่อสร้างที่แม่นยำด้วยเทคโนโลยี Semi-Automated Carousel System จากเยอรมัน
ด้วยอัตราการแก้ไขงาน (Reject Rate) ต่ำกว่า 0.5% มั่นใจว่าจะช่วยยกระดับมาตรฐานการก่อสร้างของไทยให้ก้าวสู่ระดับสากลและยั่งยืนตามเป้าหมาย Net Zero ในปี 2050 ของบริษัท
ธุรกิจพรีคาสท์หรือแผ่นคอนกรีตสำเร็จรูป มีความโดดเด่นในด้านการควบคุมคุณภาพได้ดีกว่า เนื่องจากผลิตในโรงงานที่มีมาตรฐานและการควบคุมที่เข้มงวด ทำให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสม่ำเสมอ รวมถึงประหยัดเวลาในการก่อสร้าง เพราะสามารถผลิตชิ้นส่วนล่วงหน้าในขณะที่เตรียมพื้นที่ก่อสร้าง และนำไปติดตั้งได้ทันทีเมื่อต้องการ ควบคุมต้นทุนได้แม่นยำเนื่องจากกระบวนการผลิตเป็นระบบอุตสาหกรรม
ทำให้คำนวณต้นทุนและวางแผนการทำงานได้ชัดเจน ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ก่อสร้าง เพราะมีเศษวัสดุและขยะจากการก่อสร้างน้อยกว่า
พลาดไม่ได้! รับส่วนลดพิเศษ 5% เมื่อลงทะเบียนภายในงานกับ Sansiri Precast Solution
บริการก่อสร้างครบวงจรที่งานสถาปนิก ’69 แล้วพบกันที่บูท D103 อิมแพ็คชาเลนเจอร์เมืองทองธานีวันที่ 28 เม.ย. – 3 พ.ค. 69 นี้ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่http://siri.ly/AOEdfn4
Note to Editor:
- ศักยภาพการผลิต: โรงงานพรีคาสท์แสนสิริทั้ง 6 โรงงาน ตั้งอยู่ที่จ.ปทุมธานี เป็น Green Precast Factory แห่งแรกของประเทศไทย ก่อสร้างขึ้นภายใต้ความรับผิดชอบและความมุ่งมั่นในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม มาพร้อมกับนวัตกรรม WASTE MANAGEMENT ลดขยะจากการผลิตแผ่น
พรีคาสท์ได้มากถึง 98% (ควบคุมมลพิษทางเสียงและอากาศได้ต่ำกว่าที่เกณฑ์กำหนด) กำลังผลิตรวม 1,500,000 ตร.ม./ปี รองรับที่อยู่อาศัยได้สูงถึง 5,000 ยูนิต/ปี - มาตรฐานระดับโลก: รายแรกของไทยที่ได้รับรอง Green Industry (ระดับ 4) จากกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมกันกับมาตรฐาน ISO 9001:2015, ISO 14001:2015 จากสถาบันตรวจสอบมาตรฐานระดับสากลและ ECO FACTORY จากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศ และ CARBON FOOTPRINT PRODUCT จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน)
- ทิศทางตลาด: บทวิเคราะห์จากสถาบันการเงินชั้นนำ (Krungsri Research และ SCB EIC) ระบุว่าภาพรวมการลงทุนก่อสร้างในปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องเฉลี่ย 3-4% ต่อปี โดยปีนี้คาดว่าจะมีมูลค่าแตะ 1.41 ล้านล้านบาท ตามการลงทุนโครงการขนาดใหญ่และภาคอสังหาริมทรัพย์ที่หันมาใช้เทคโนโลยีสำเร็จรูปมากขึ้น
#Sansiri #EverydayLifeIsGood #ทุกวันชีวิตดี
#SansiriNo1Brand #แสนสิริแบรนด์อันดับหนึ่ง
