Headlines

พลิกเศรษฐกิจดิจิทัลไทยสู่ยุคแห่งโครงสร้างพื้นฐานที่ยั่งยืน

โดย บุศรินทร์ ประดิษฐยนต์ 

Country Head, บริษัท เอสที เทเลมีเดีย โกลบอล ดาต้าเซ็นเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด

ขณะที่ประเทศไทยกำลังตอกย้ำจุดยืนสู่การเป็น “ประตูสู่ดิจิทัลหลัก” (Primary Digital Gateway) ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องก้าวข้ามจากการเป็นเพียงผู้กำหนดเป้าหมายด้านความยั่งยืน ไปสู่การลงมือสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรองรับ AI อย่างเป็นรูปธรรม เพราะโครงสร้างพื้นฐานที่ยั่งยืนไม่อาจเกิดขึ้นได้เพียงเพราะเรามีความ “ตั้งใจ” แต่ต้องอาศัยวิศวกรรมที่แม่นยำ เทคโนโลยีที่ผ่านการพิสูจน์แล้ว และสภาพแวดล้อมด้านกฎระเบียบที่เอื้ออำนวยอีกด้วย

“การออกแบบทางวิศวกรรม” คือกุญแจสู่ความยั่งยืน

ในทุกโครงการของ STT GDC เราให้ความสำคัญกับการทดสอบเทคโนโลยีใหม่ ๆ ก่อนที่จะนำไปปรับใช้จริงในวงกว้าง ตัวอย่างเช่นในสิงคโปร์ STT GDC ได้เลือกใช้น้ำมันพืชใช้แล้วที่ผ่านกระบวนการไฮโดรทรีต (HVO) เป็นพลังงานหมุนเวียนทางเลือกแทนดีเซลสำหรับระบบปั่นไฟสำรองเพื่อลดการปล่อยคาร์บอน นอกจากนี้ นอกจากนั้นเรายังใช้ AI เข้ามาช่วยควบคุมระบบทำความเย็น สำหรับตู้แร็ค (Rack) ภายในดาต้าเซ็นเตอร์ (AI-driven cooling optimisation) ซึ่งสามารถปรับตัวตามสภาพอากาศและโหลดงานได้แบบเรียลไทม์ แนวทางเหล่านี้พิสูจน์ให้เห็นว่าความยั่งยืนมีหลายมิติ ทั้งการลดมลพิษและการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถทำได้จริงตั้งแต่วันนี้ ด้วยเทคโนโลยีที่มีอยู่

สำหรับประเทศไทย ดาต้าเซ็นเตอร์ อาจไม่ใช่ “สินค้าพรีเมียม” ที่ต้องจ่ายแพงกว่าเสมอไป หากเรามีการออกแบบด้วยวิศวกรรมอันชาญฉลาดและมีกฎระเบียบที่ชัดเจน ความยั่งยืนจะกลายเป็น “มาตรฐานพื้นฐาน” ของทุก ๆ โครงการดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศ อันจะนำไปสู่การขับเคลื่อนประเทศอย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว

เทคโนโลยีที่พร้อมขับเคลื่อนอนาคตดิจิทัลสีเขียว

เทคโนโลยีสำหรับการเปลี่ยนผ่านนี้ไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นในอนาคต แต่เป็นสิ่งที่พร้อมใช้งานเชิงพาณิชย์ในโลกปัจจุบันแล้ว ไม่ว่าจะเป็นระบบระบายความร้อนด้วยของเหลว (Liquid Cooling) ที่ลดการใช้พลังงานได้มหาศาลเมื่อเทียบกับระบบระบายความร้อนด้วยอากาศแบบเดิม ๆ หรือการผลิตพลังงานหมุนเวียนในพื้นที่เพื่อลดการสูญเสียในระบบส่งไฟฟ้า

หากเรานำแนวทางเหล่านี้มาใช้ในระดับมหภาค ประเทศไทยจะสามารถก้าวข้ามข้อจำกัดของโมเดลเดิม และก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้ใช้งานโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ยั่งยืนระดับแนวหน้าของโลกได้ทันที

2 ปัจจัยสำคัญขับเคลื่อนความเป็นผู้นำระดับชาติ

เพื่อให้เราคว้าโอกาสนี้ได้อย่างเต็มที่ มีปัจจัยเชิงนโยบาย 2 ประการที่ต้องเร่งผลักดัน

  • ประการแรก การเร่งใช้กลไก Utility Green Tariff 2 (UGT2): เพื่อให้ผู้ใช้พลังงานรายใหญ่เข้าถึงพลังงานสะอาดได้ 100% ซึ่งจะยกระดับมาตรฐานไทยให้สอดคล้องกับความคาดหวังของนักลงทุนระดับโลก
  • ประการที่สอง การขยายขอบเขต Direct PPA: จากโครงการนำร่อง 2,000 เมกะวัตต์ สู่เป้าหมาย 7,000 เมกะวัตต์หรือมากกว่านั้นภายในสิ้นทศวรรษนี้ สิ่งนี้จะสร้าง “ความมั่นใจ” ให้กับนักลงทุนระยะยาว และกระตุ้นการใช้พลังงานหมุนเวียนในทุกภาคส่วนอย่างรวดเร็ว

ข้อได้เปรียบที่ไม่มีใครเหมือนของไทย

จุดแข็งของไทยไม่ได้มีเพียงแค่ทำเลที่ตั้ง แต่เรายังมีนิคมอุตสาหกรรมที่เพียบพร้อม โครงข่ายไฟเบอร์ที่ครอบคลุม และสภาพแวดล้อมทางกฎระเบียบที่มั่นคง ซึ่งเป็นที่ยอมรับของนักลงทุนต่างชาติมาอย่างยาวนาน

เราไม่ได้เริ่มจากศูนย์ แต่เรากำลัง “ยกระดับ” บนรากฐานที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว ในวันที่การตัดสินใจลงทุนหมายถึงการผูกพันกับสินทรัพย์ไปอีกหลายทศวรรษ “ความพร้อม” ของไทยในวันนี้คือข้อได้เปรียบที่เด็ดขาดที่สุด

ช่วงเวลาแห่งการตัดสินใจลงมือทำ

แม้เม็ดเงินลงทุนที่ต้องการจะสูงมหาศาล แต่ผลตอบแทนที่จะกลับมานั้นคุ้มค่ากว่า ทั้งการไหลเข้าของเงินทุนระยะยาว การจ้างงานทักษะสูง การถ่ายทอดองค์ความรู้เทคโนโลยี และการสร้างเศรษฐกิจดิจิทัลที่ยืดหยุ่น

ที่ STT GDC ความมุ่งมั่นสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality)[1] คือส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ธุรกิจ เพราะธุรกิจยุคใหม่ต้องการพันธมิตรที่ส่งมอบความเป็นเลิศในการดำเนินงานไปพร้อม ๆ กับการบรรลุเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมโดยไม่มีข้อแม้

เทคโนโลยีได้รับการพิสูจน์แล้ว กรณีศึกษาทางธุรกิจก็มีความน่าสนใจ และทิศทางด้านนโยบายก็มีความชัดเจน สิ่งที่จำเป็นในตอนนี้คือ การเร่งลงมือปฏิบัติ

ปี 2569 คือปีแห่งการขับเคลื่อนครั้งใหญ่ ดาต้าเซ็นเตอร์ที่ถูกออกแบบในวันนี้จะเป็นตัวเลือกว่าเราจะติดอยู่กับโลกพลังงานแบบเก่า หรือจะเป็นผู้กำหนดนิยามใหม่ของ “โครงสร้างพื้นฐาน AI ที่ยั่งยืน” ในอีก 20 ปีข้างหน้า

ประเทศไทยมีทั้งโอกาสและศักยภาพที่จะเลือกเส้นทางแห่งอนาคต การตัดสินใจที่เด็ดขาดในวันนี้ จะไม่เพียงแค่รักษาขีดความสามารถทางการแข่งขัน แต่จะเป็นการวางรากฐาน “เศรษฐกิจดิจิทัลสีเขียว” ที่ยั่งยืนอย่างแท้จริงเพื่อคนรุ่นต่อไป

Footnote: