นิทรรศการศิลปะร่วมสมัยจากความร่วมมือระหว่าง Bangkok Kunsthalle และ Bottega Veneta ชวนสำรวจมิติที่ซ่อนอยู่ของงานฝีมือ ผ่านผลงานของ 4 ศิลปินไทย พร้อมขยายประสบการณ์ด้วยโปรแกรมเสวนาพิเศษ โดยนิทรรศการจัดแสดงระหว่างวันที่ 14 มิถุนายน – 5 กรกฎาคม 2569 ณ Bangkok Kunsthalle
ภายใต้การดูแลของภัณฑารักษ์ โสมสุดา เปี่ยมสัมฤทธิ์ นิทรรศการ ‘Weaving Matter and Memory’ ถักทอสสารผสานความทรงจำได้รับแรงบันดาลใจจาก Intreccio เทคนิคการสาน ถักทอ และประกอบเข้าด้วยกันอันเป็นเอกลักษณ์ของ Bottega Veneta ที่ทำให้กระเป๋าของแบรนด์กลายเป็นภาพจำมานับตั้งแต่ก่อตั้งขึ้นที่เมืองวิเชนซา แคว้นเวเนโต ในปี ค.ศ. 1966
งานฝีมือ (Craftsmanship) ทั้งในโลกศิลปะและโลกลักชัวรี เป็นภาษาที่หล่อหลอมขึ้นจากความชำนาญและ เทคนิคที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น ดำรงอยู่เหนือกาลเวลาและพรมแดน พร้อมเผยให้เห็นจังหวะของความเป็นมนุษย์ผ่านร่อง รอยความไม่สมบูรณ์แบบที่เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการสร้างสรรค์ การสานคือวิถีที่เชื่อมโยงทั้งมือและหัวใจเข้าด้วยกัน และในหลากหลายวัฒนธรรมยังเป็นสัญลักษณ์ของการร้อยเรียงสิ่งที่แตกต่างให้ผสานเป็นองค์รวมที่แข็งแกร่งและกลมกลืน
‘Weaving Matter and Memory’ ถักทอสสารผสานความทรงจำเกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่าง Louise Trotter ผู้อำนวยการ ฝ่ายสร้างสรรค์ของ Bottega Veneta และ Bangkok Kunsthalle เพื่อนำเสนอผลงานของศิลปินซึ่งใช้ ‘การสาน’ เป็นทั้งวิธีการทำงานและกรอบความคิดในการสร้างสรรค์
หากมองในฐานะเทคนิคและโครงสร้างของความคิด การสานคือการนำองค์ประกอบที่แตกต่างมาผูกเข้าด้วยกัน อย่างแน่นหนา จนก่อรูปเป็นเอกภาพที่ยืดหยุ่นและมีพลังในการสื่อความหมายยิ่งขึ้น นิทรรศการนี้จะค่อย ๆ เผยตัวผ่าน ผลงานศิลปะร่วมสมัยจากศิลปิน 4 ท่าน ได้แก่ จักกาย ศิริบุตร, อิ่มหทัย สุวัฒนศิลป์, ศุภวิชญ์ วีสเพ็ญ และ ธีรพล สีสังข์
นิทรรศการครั้งนี้ไม่ได้ตั้งใจนำเสนอผลงานศิลปะในฐานะเทคนิคหรือความงามแบบสำเร็จรูป แต่ในฐานะสนาม ของการต่อรอง วัสดุในการทำงานไม่ใช่สิ่งที่ถูกกำหนดรูปโดยสมบูรณ์ หากแต่มีศักยภาพในการเปลี่ยนทิศทางของการ กระทำตามกระบวนการทำงานที่สามารถคลี่คลายไปตามบริบทและเวลา ในความหมายนี้ การสร้างสรรค์จึงเป็นวิธีการ คิดรูปแบบหนึ่ง เป็นความรู้ที่ฝังอยู่ในร่างกาย ดำรงอยู่ผ่านระยะเวลา และมักดำเนินไปอย่างเงียบงัน ความหมายของ ผลงานก็มิได้ปรากฏขึ้นในทันที หากแต่ค่อย ๆ สะสม และแฝงตัวอยู่ภายในชั้นของการกระทำผ่านวัสดุ เทคนิค และวิธี การทำงานที่แตกต่างกัน ศิลปินทั้ง 4 ท่านใช้การถักทอ รื้อสร้าง ประกอบ และคลี่คลาย เป็นภาษาทางศิลปะในการสำรวจ ความสัมพันธ์ระหว่าง ’สสาร’ และ ‘ความทรงจำ’ ผลงานแต่ละชิ้นไม่ได้มุ่งนำเสนอเพียงผลลัพธ์อันสมบูรณ์หากแต่เผยให้ เห็นร่องรอยของเวลา แรงงาน และกระบวนการที่ค่อย ๆ ก่อรูปความหมายขึ้นขณะลงมือทำ
จักกายศิริบุตร | ‘Despatch’
จักกายถ่ายทอดเรื่องราวผ่านสิ่งทอขนาดใหญ่ 5 ชิ้น ที่สร้างขึ้นจากเสื้อผ้าใช้แล้วของผู้สูงอายุในหมู่เกาะเซโตะ ประเทศญี่ปุ่น ศิลปินอ้างถึงเทคนิค ‘Boro’ หรือการปะชุนผ้าแบบดั้งเดิมที่กำลังเลือนหาย ก่อนจะนำเสื้อผ้าเหล่านี้มารื้อ แยกชิ้นส่วนและประกอบขึ้นใหม่ด้วยความประณีต ผลงานชุดนี้จึงเป็นเสมือนคลังสะสมประสบการณ์ของชีวิตที่เคยมี อยู่จริง โดยมีความทรงจำส่วนบุคคลฝังอยู่ในทุกรอยตะเข็บ คำว่า Despatch (การสะกดแบบโบราณ) ไม่เพียงเน้นย้ำถึง บริบทของสังคมผู้สูงวัย แต่ยังเป็นการตั้งคำถามถึงการดำรงอยู่และการส่งต่อทางวัฒนธรรมจากรุ่นสู่รุ่นผ่านวัสดุที่เคยมี ชีวิตมาก่อน
ศุภวิชญ์วีสเพ็ญ | ‘The Super Massive Finger Trap’
ประติมากรรมที่เชื่อมโยงร่างกายมนุษย์เข้ากับจักรวาลข้อมูลดิจิทัล ศุภวิชหยิบยกภาพของ ‘นิ้วหัวแม่มือ’ ซึ่งทำ หน้าที่เป็นอินเตอร์เฟซหลักของคนยุคสมัยใหม่มานำเสนอในสภาวะที่กำลังถูกดูดกลืนเข้าสู่ ‘หลุมดำ’ แห่งดาต้าขนาดใหญ่ ผลงานได้รับแรงบันดาลใจจากภาวะการเสพติดสมาร์ตโฟน โดยศิลปินสร้างกระบวนการปฏิสัมพันธ์ให้ผู้ชมใช้แฟลชจาก มือถือถ่ายภาพเพื่อเผยให้เห็นการเรืองแสงของวัสดุ ประสบการณ์แบบกึ่งไซบอร์กนี้สะท้อนภาพร่างกายที่หลอมรวม เป็นหนึ่งเดียวกัเทคโนโลยี จนมนุษย์แทบแยกไม่ออกว่ากำลังเป็นผู้ควบคุมหรือกำลังถูกกระแสข้อมูลมหาศาลดูดกลืนเข้าไป
อิ่มหทัยสุวัฒนศิลป์ | ‘Ash Flowers’ และ ‘We Are Family’
ผลงานที่ใช้เส้นผมเป็นวัสดุหลักในการตั้งคำถามต่อบรรทัดฐานทางสังคมและสภาวะสิ่งแวดล้อม ‘Ash Flowers’ ได้แรงบันดาลใจจากวิกฤตไฟป่าและมลพิษทางอากาศ ถ่ายทอดเป็นประติมากรรมขนาดเล็กที่เปรียบเสมือนอนุสรณ์ของ ธรรมชาติที่ถูกเผาไหม้ โดยสร้างขึ้นจากร่างกายมนุษย์เอง ในขณะที่ ‘We Are Family’ ใช้เส้นผมมนุษย์ถักทออย่าง ประณีตเป็นรูปทรงคล้ายใบไม้ ดอกไม้ สิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก และชิ้นส่วนโครงกระดูกของสัตว์บก นก และสัตว์น้ำ โดยใช้สีดำ เพื่อสร้างภาพซากที่ไหม้เกรียมซึ่งมักพบเห็นได้หลังไฟป่า
ธีรพลสีสังข์ | ‘ถักรูปทิพย์ (Weaving of the Divine Form)’
ธีรพลนำเสนองานศิลปะไทยสามมิติที่ตั้งอยู่บนรอยต่อระหว่าง ‘รูปทรงศักดิ์สิทธิ์’ และ ‘โครงสร้างที่กำลัง คลี่คลาย’ ผ่านกระบวนการถักเส้นโลหะที่ซับซ้อน ศิลปินหยิบยกเรื่องราวไตรภูมิและดินแดนอุดมคติในพุทธศาสนา มาตีความใหม่ การถักทอขดขมวดเส้นใยโลหะไม่ได้เป็นเพียงเทคนิคเชิงช่าง แต่เปรียบเสมือนพิธีกรรมที่ต้องอาศัย การจดจ่อและการปล่อยวางผลงานชุดนี้ไม่ได้ปฏิเสธความศักดิ์สิทธิ์ แต่เลือกที่จะ ‘คลี่’ (Dissect) โครงสร้างของอำนาจ และความเชื่อออกมา เพื่อแสดงให้เห็นว่าอุดมคติทางวัฒนธรรมเป็นสิ่งที่ถูกสานสร้างขึ้นและสามารถเปลี่ยนแปลงได้เสมอ
เสวนาเชื่อมช่องว่างระหว่างงานฝีมือกับศิลปะร่วมสมัย
นิทรรศการ ‘Weaving Matter and Memory’ ถักทอสสารผสานความทรงจำขยายประสบการณ์ จากการชมผลงานสู่การเสวนาร่วมกับ ศิลปินทั้งสี่ โดยมี โสมสุดา เปี่ยมสัมฤทธิ์ ภัณฑารักษ์ของนิทรรศการ เป็นผู้ดำเนินรายการ ในวันที่ 21 มิถุนายน 2569
ในอดีต ‘งานฝีมือแบบดั้งเดิม’ และ ‘ศิลปะร่วมสมัย’ มักถูกมองว่าเป็นขอบเขตที่แยกออกจากกันโดยสิ้นเชิง การเสวนาครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเชื่อมช่องว่าง โดยสำรวจการเปลี่ยนผ่านของหัตถกรรมจากวัตถุใช้งานในชีวิตประจำวัน หรือของที่ระลึก ไปสู่งานศิลปะที่ศิลปินใช้ถ่ายทอดเรื่องเล่าส่วนบุคคลและความทรงจำทางประวัติศาสตร์
นิทรรศการ ‘Weaving Matter and Memory’ถักทอสสารผสานความทรงจำ จัดแสดงระหว่างวันที่ 14 มิถุนายน – 5 กรกฎาคม 2569 ณ Bangkok Kunsthalle ถนนไมตรีจิตต์ เปิดให้เข้าชมทุกวันพุธถึงวันอาทิตย์ เวลา 14.00–20.00 น. (ปิดวันจันทร์และ วันอังคาร)
กิจกรรมเสวนาในวันที่ 21 มิถุนายน 2569 เปิดให้ผู้สนใจเข้าร่วมได้โดยไม่ต้องลงทะเบียนล่วงหน้า
ติดตามข่าวสารและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม:
Website: khaoyaiart.org
Facebook: Bangkok Kunsthalle
Instagram: @bangkok_kunsthalle
E-mail: info@bangkok-kunsthalle.org
