Headlines

ซีเมนส์เผยโฉมเทคโนโลยีเร่งการปฏิวัติ AI ในภาคอุตสาหกรรมที่งาน CES 2026  

  • ซีเมนส์ขยายความร่วมมือกับเอ็นวิเดียเพื่อสร้างระบบปฏิบัติการAIสำหรับภาคอุตสาหกรรม (Industrial AI Operating System)นำ AIมาพลิกโฉมห่วงโซ่คุณค่าทางอุตสาหกรรมแบบครบวงจรตั้งแต่การออกแบบและกระบวนการทางวิศวกรรมไปจนถึงการผลิตการดำเนินงานรวมถึงการนำมาใช้ในห่วงโซ่อุปทาน
  • ซีเมนส์เปิดตัวซอฟต์แวร์Digital Twin Composerที่จะพร้อมใช้งานบนSiemens XceleratorMarketplaceช่วงกลางปี2026เพื่อขับเคลื่อนIndustrial Metaverseในสเกลใหญ่
  • PepsiCoใช้Digital Twin Composerเพื่อจำลองการอัปเกรดโรงงานในสหรัฐอเมริกาโดยมีแผนที่จะขยายการใช้งานไปทั่วโลก
  • ซีเมนส์เปิดตัวIndustrial Copilotsผู้ช่วยAIใหม่ถึง 9รายการเพิ่มความอัจฉริยะทุกขั้นตอนของห่วงโซ่คุณค่าในอุตสาหกรรม
  • ซีเมนส์ไฮไลต์เทคโนโลยีใหม่สำหรับการค้นคว้าวิจัยยาการขับขี่อัตโนมัติ(Autonomous Driving) และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในพื้นที่การผลิต (Shop Floor)
  • ซีเมนส์นำIndustrial AIมาสู่แว่นตาMeta Ray-Ban 

ที่งานCES 2026เมื่อเร็วๆนี้การกล่าวปาฐกถาพิเศษ (Keynote)ของซีเมนส์ถือเป็นการเปิดศักราชใหม่แห่งเทคโนโลยีสำหรับภาคอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐานด้วยการแสดงให้เห็นถึงวิธีการที่ลูกค้าและพันธมิตรนำปัญญาประดิษฐ์ (AI)มาใช้ประโยชน์เพื่อพลิกโฉมธุรกิจให้ก้าวล้ำไปอีกขั้นด้วยเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนด้วยAIผนวกกับความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเชิงลึกและความร่วมมือที่แข็งแกร่งกับพันธมิตรระดับโลกซีเมนส์กำลังเปลี่ยนการก้าวกระโดดทางเทคโนโลยีครั้งนี้ให้เป็นประโยชน์ที่วัดผลได้จริงสำหรับลูกค้าพันธมิตรและสังคม

โรแลนด์บุชประธานเจ้าหน้าที่บริหารและซีอีโอของซีเมนส์เอจีกล่าวว่า“เช่นเดียวกับที่ไฟฟ้าเคยปฏิวัติโลกมาแล้วในอดีตวันนี้ภาคอุตสาหกรรมกำลังเปลี่ยนสู่ยุคที่AIจะเป็นพลังขับเคลื่อนเบื้องหลังผลิตภัณฑ์โรงงานอาคารโครงข่ายไฟฟ้าไปจนถึงระบบการคมนาคมขนส่งIndustrial AIไม่ใช่แค่ฟีเจอร์เสริมอีกต่อไปแต่คือพลังสำคัญที่จะหล่อหลอมศตวรรษหน้าซีเมนส์กำลังส่งมอบขีดความสามารถแบบAI-nativeที่ฝังความอัจฉริยะไว้ในทุกขั้นตอนตั้งแต่การออกแบบวิศวกรรมไปจนถึงการดำเนินงานเพื่อช่วยให้ลูกค้าสามารถคาดการณ์ปัญหาล่วงหน้าเร่งการพัฒนานวัตกรรมพร้อมลดต้นทุนลง

ด้วยเทคโนโลยีDigital Twinที่ครอบคลุมที่สุดฮาร์ดแวร์ที่ขับเคลื่อนด้วยAIไปจนถึงCopilot ที่พื้นที่การผลิตเรากำลังขยายขีดความสามารถของความอัจฉริยะเหล่านี้ไปสู่โลกจริงเพื่อให้ภาคธุรกิจบรรลุเป้าหมายด้านความรวดเร็วคุณภาพและประสิทธิภาพไปพร้อมกันนี่คือวิธีที่เรานำการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีครั้งสำคัญแห่งยุคมาขยายผลสู่ผลลัพธ์ที่จับต้องได้อย่างเป็นรูปธรรม 

ซีเมนส์ได้เน้นย้ำถึงความร่วมมืออันยาวนานกับเอ็นวิเดียในงานCES 2026  โดยทั้งสองบริษัทกำลังขยายความร่วมมือเพื่อสร้างระบบปฏิบัติการAI สำหรับอุตสาหกรรม (Industrial AI Operating System)ซึ่งจะเข้ามาช่วยปฏิวัติวิธีการที่ลูกค้าออกแบบวางระบบวิศวกรรมและบริหารจัดการระบบที่ใช้งานจริงต่างซีเมนส์และเอ็นวิเดียจะร่วมมือกันพัฒนาโซลูชันอุตสาหกรรมที่เร่งประสิทธิภาพด้วยAIครอบคลุมตลอดวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์และกระบวนการผลิตซึ่งจะช่วยเร่งการสร้างสรรค์นวัตกรรมเอื้อต่อการปรับปรุงประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่องและสร้างฐานการผลิตที่ยืดหยุ่นและยั่งยืนยิ่งขึ้นนอกจากนี้ทั้งสองบริษัทยังตั้งเป้าที่จะสร้างไซต์การผลิตที่ปรับเปลี่ยนการทำงานได้เองอย่างเหมาะสมด้วยAIอย่างเต็มรูปแบบเป็นแห่งแรกของโลกโดยจะเริ่มนำร่องในปีนี้ (2569) ที่โรงงานอิเล็กทรอนิกส์ของซีเมนส์ในเมืองแอร์ลังเงินประเทศเยอรมนีเพื่อใช้เป็นต้นแบบสำหรับการขยายผลสู่ระดับโลกต่อไป

เพื่อสนับสนุนการพัฒนานี้เอ็นวิเดียจะเป็นผู้จัดหาโครงสร้างพื้นฐานด้านAI ไลบรารีการจำลองโมเดลเฟรมเวิร์กและบลูพรินต์ต่างขณะที่ซีเมนส์จะระดมทีมผู้เชี่ยวชาญด้านIndustrial AIหลายร้อยคนพร้อมทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ระดับแนวหน้าโดยทั้งสองบริษัทได้กำหนดขอบเขตสำคัญที่จะทำให้วิสัยทัศน์นี้เกิดขึ้นจริงได้แก่การออกแบบอิเล็กทรอนิกส์อัตโนมัติ(Electronic Design Automation หรือ EDA) แบบAI-native การจำลองแบบ AI-nativeการผลิตและห่วงโซ่อุปทานแบบปรับตัวด้วยAI และโรงงานที่ขับเคลื่อนด้วยAI(AI Factories) 

นอกจากนี้ซีเมนส์ยังได้ประกาศแผนการผสานรวมNVIDIA NIMและโมเดลAIแบบเปิดNVIDIANemotronเข้ากลุ่มซอฟต์แวร์EDAของบริษัทฯเพื่อยกระดับกระบวนการทำงานด้าน Generative AI และ Agentic AIสำหรับการออกแบบเซมิคอนดักเตอร์และแผงวงจร (PCB)ซึ่งการดำเนินงานครั้งนี้จะช่วยเพิ่มความแม่นยำสูงสุดผ่านการปรับโมเดลให้เหมาะกับโดเมนเฉพาะทางความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านและช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานได้อย่างมีนัยสำคัญพร้อมทั้งช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานอย่างมีนัยสำคัญด้วยการเปิดให้ใช้โมเดลที่มีประสิทธิภาพสูงสุดที่สามารถปรับให้เหมาะสมกับความต้องการเฉพาะในแต่ละกรณี

เจนเซนหวงผู้ก่อตั้งและซีอีโอของเอ็นวิเดีย กล่าวว่า “Generative AI และการประมวลผลแบบเร่งความเร็ว (Accelerated Computing) ได้จุดชนวนให้เกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งใหม่ ยกระดับ Digital Twin จากเดิมที่เป็นเพียงการจำลองแบบพาสซีฟ (Passive Simulations) ให้กลายเป็นระบบอัจฉริยะที่มีบทบาทสำคัญในโลกจริง ความร่วมมือกับซีเมนส์ครั้งนี้ คือการหลอมรวมซอฟต์แวร์อุตสาหกรรมชั้นนำของโลกเข้ากับแพลตฟอร์ม AI ครบวงจร (Full-Stack AI) ของเอ็นวิเดีย เพื่อเปลี่ยนไอเดียที่น่าสนใจต่าง ๆ ให้กลายเป็นจริง เพื่อช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถจำลองระบบที่ซับซ้อนผ่านซอฟต์แวร์ แล้วจึงนำไปสู่การทำงานแบบอัตโนมัติและการปฏิบัติงานจริงได้อย่างไร้รอยต่อ”

นวัตกรรมเทคโนโลยีที่เชื่อมต่อ Digital Twin เข้ากับข้อมูลจริงแบบเรียลไทม์

ซีเมนส์เปิดตัว Digital Twin Composer ในงาน CES 2026 ซึ่งจะพร้อมให้บริการบน Siemens Xcelerator Marketplace ช่วงกลางปีนี้ โดยเทคโนโลยีนี้ผสานรวมจุดแข็งของ Digital Twin ที่ใช้งานได้อย่างครอบคลุมของซีเมนส์ เข้ากับระบบจำลองที่พัฒนาขึ้นจาก ไลบรารี NVIDIA Omniverse และข้อมูลวิศวกรรมในโลกจริงแบบเรียลไทม์ 

Digital Twin Composer ช่วยให้องค์กรต่างๆ สามารถสร้างโมเดล 3 มิติเสมือนจริงของผลิตภัณฑ์ กระบวนการผลิต หรือโรงงาน แล้วนำไปจำลองไว้ในสภาพแวดล้อม 3 มิติที่ต้องการ จากนั้นยังสามารถเลื่อนดูเหตุการณ์ย้อนหลังหรือคาดการณ์อนาคตได้เพื่อจำลองผลกระทบจากปัจจัยต่างๆ อย่างแม่นยำ ตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศไปจนถึงการปรับเปลี่ยนด้านวิศวกรรม 

Digital Twin Composer จะช่วยสร้างสภาพแวดล้อมใน Industrial Metaverse ในสเกลใหญ่ โดยมีซอฟต์แวร์ของซีเมนส์เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล (Data Backbone) ช่วยให้องค์กรสามารถนำ Industrial AI การจำลองสถานการณ์ และข้อมูลจากโลกจริงแบบเรียลไทม์ มาใช้ประกอบการตัดสินใจในโลกเสมือนได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ทั้งนี้ Digital Twin Composer เป็นส่วนหนึ่งของ Siemens Xcelerator พอร์ตโฟลิโอซอฟต์แวร์ที่ผ่านการพิสูจน์แล้วจากภาคอุตสาหกรรม และได้รับความไว้วางใจจากบริษัททั่วโลกในการพัฒนาแบบจำลองเสมือนจริง 

PepsiCo และ ซีเมนส์ กำลังยกระดับโรงงานผลิตและคลังสินค้าบางแห่งในสหรัฐฯ สู่ระบบดิจิทัล โดยการจำลองฐานการผลิตเหล่านั้นเป็นแบบจำลองเสมือนจริง 3 มิติความละเอียดสูง และจำลองการปฏิบัติงานภายในฐานการผลิตรวมถึงห่วงโซ่อุปทานแบบครบวงจร เพื่อกำหนดตัวชี้วัดเบื้องต้นของประสิทธิภาพการทำงาน ซึ่งภายในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ ทีมงานสามารถปรับแต่งและตรวจสอบการตั้งค่าใหม่ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถและปริมาณการผลิต ส่งผลให้ PepsiCo เห็นภาพรวมการดำเนินงานที่เป็นหนึ่งเดียวแบบเรียลไทม์ พร้อมความยืดหยุ่นในการผสานเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนด้วย AI ได้ในอนาคต

ด้วยการใช้ Digital Twin Composer จากซีเมนส์ ร่วมกับไลบรารี NVIDIA Omniverse และเทคโนโลยี Computer Vision วันนี้ PepsiCo สามารถสร้างแบบจำลองเสมือนจริงของเครื่องจักรทุกตัว สายพานลำเลียง เส้นทางการขนย้ายสินค้า (Pallet Route) ไปจนถึงเส้นทางการทำงานของพนักงานได้อย่างแม่นยำในระดับฟิสิกส์ ซึ่งช่วยให้ AI Agents สามารถจำลอง ทดสอบ และปรับแต่งการเปลี่ยนแปลงของระบบต่างๆ โดยสามารถระบุปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้สูงสุดถึง 90% ก่อนทำการปรับปรุงพื้นที่จริง วิธีการนี้ช่วยเพิ่มปริมาณการผลิตได้ถึง 20% ตั้งแต่เริ่มใช้งาน และยังช่วยให้รอบการออกแบบรวดเร็วยิ่งขึ้น ตรวจสอบความถูกต้องของการออกแบบ (Design Validation) ได้เกือบ 100% ช่วยลดรายจ่ายด้านการลงทุน (CAPEX) ได้ถึง 10-15% จากการค้นพบขีดความสามารถที่แฝงอยู่ของระบบเดิม และการตรวจสอบความคุ้มค่าของการลงทุนภายในสภาพแวดล้อมเสมือนจริงก่อนตัดสินใจลงทุน

Industrial Copilots รุ่นใหม่ยกระดับประสิทธิภาพการปฏิบัติงานในสายการผลิต

ซีเมนส์ยังได้เน้นย้ำถึงความเป็นพันธมิตรที่แข็งแกร่งกับ Microsoft ผ่านการสนทนาบนเวทีกับ เจ พาริกข์  (Jay Parikh) รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารแผนก CoreAI ของ Microsoft โดยทั้งสองบริษัทกำลังร่วมกันเชื่อมโยงโลกไอทีและการดำเนินงานเข้าด้วยกัน ผ่านความร่วมมือที่มุ่งเน้นการใช้ AI ที่ช่วยให้องค์กรในหลากหลายอุตสาหกรรมเพิ่มผลิตภาพ ความยืดหยุ่น และนวัตกรรม โดยหนึ่งในความสำเร็จที่โดดเด่นคือการร่วมกันพัฒนา Industrial Copilot ที่ได้รับรางวัลในระดับสากล


นอกจากนี้ ซีเมนส์ยังได้ประกาศเพิ่ม AI-powered Copilot ให้ครอบคลุมตลอดห่วงโซ่คุณค่าของภาคอุตสาหกรรม โดยการผสานความอัจฉริยะไว้ในทุกขั้นตอน ตั้งแต่กระบวนการออกแบบและการจำลอง ไปจนถึงการจัดการวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ การผลิต และการดำเนินงาน

ซีเมนส์เตรียมเปิดตัว AI-powered Copilot 9 รายการ สำหรับใช้งานร่วมกับซอฟต์แวร์ของบริษัทฯ ซึ่งรวมถึง Teamcenter, Polarion และ Opcenter โดย Copilot เหล่านี้มีบทบาทเฉพาะ ได้แก่ การเพิ่มความคล่องตัวในการจัดการข้อมูลผลิตภัณฑ์เพื่อลดข้อผิดพลาดและเร่งการนำสินค้าออกสู่ตลาดให้เร็วขึ้น การจัดการด้านกฎระเบียบและข้อบังคับแบบอัตโนมัติ เพื่อช่วยให้การอนุมัติทางกฎหมายรวดเร็วขึ้นและลดความเสี่ยงทางธุรกิจ และการพลิกโฉมกระบวนการผลิตเพื่อประหยัดต้นทุนพร้อมเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน 

ทั้งนี้ Copilot ดังกล่าวข้างต้น รวมถึงโซลูชัน AI สำหรับอุตสาหกรรมอื่น ๆ ในพอร์ตโฟลิโอของซีเมนส์ที่กำลังเติบโตต่อเนื่อง พร้อมให้บริการสำหรับบริษัททุกขนาดแล้ววันนี้บน Siemens Xcelerator Marketplace

นวัตกรรมที่ขับเคลื่อนด้วย AI ในด้านชีววิทยาศาสตร์พลังงานและการผลิต

ในอุตสาหกรรมชีววิทยาศาสตร์ (Life Sciences) การเข้าซื้อกิจการ Dotmatics ช่วยให้ซีเมนส์สามารถรวมเอาข้อมูลการวิจัยจำนวนมหาศาลเข้าไว้กับโซลูชัน AI ของบริษัทฯ เพื่อเร่งการค้นคว้าพัฒนายา โดยแพลตฟอร์ม Luma ของ Dotmatics ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถรวบรวมข้อมูลหลายพันล้านรายการจากเครื่องมือและห้องปฏิบัติการต่าง ๆ มาไว้ด้วยกัน สร้างรากฐานข้อมูลที่มั่นคงสำหรับทำการค้นคว้าวิจัยที่ขับเคลื่อนด้วย AI  

เมื่อผสานกับซอฟต์แวร์ Simcenter สำหรับการจำลอง และเทคโนโลยี Digital Twin ทีมวิจัยจะสามารถทดสอบโมเลกุล คัดกรองตัวยาที่มีศักยภาพ และจำลองการขยายกำลังการผลิตในโลกเสมือนได้อย่างรวดเร็ว ช่วยให้การรักษาที่เปลี่ยนชีวิตผู้ป่วยเข้าถึงได้เร็วขึ้นถึง 50% ด้วยต้นทุนที่ต่ำลง

สำหรับด้านพลังงาน บ็อบ มัมการ์ด (Bob Mumgaard) ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้ง Commonwealth Fusion Systems (CFS) ได้กล่าวถึงแนวทางที่บริษัทนำเทคโนโลยีของซีเมนส์มาใช้ในการบุกเบิกเส้นทางสู่พลังงานฟิวชั่นเชิงพาณิชย์ โดย CFS ได้ใช้ซอฟต์แวร์ออกแบบควบคู่กับโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล เพื่อเร่งการพัฒนาเครื่องปฏิกรณ์ฟิวชั่นที่มีศักยภาพในการเป็นแหล่งพลังงานสะอาดที่ไร้ขีดจำกัดในอนาคต

สำหรับภาคการผลิต ซีเมนส์ประกาศความร่วมมือในการนำเทคโนโลยี Industrial AI มาใช้งานร่วมกับแว่นตาอัจฉริยะ Meta Ray-Ban AI เพื่อยกระดับการทำงานของพนักงานในสายการผลิต ด้วยระบบคำแนะนำผ่านเสียงแบบเรียลไทม์ ให้ข้อมูลด้านความปลอดภัย และคำแนะนำในการแก้ไขปัญหาโดยไม่ต้องใช้มือสัมผัส (Hands-Free) ซึ่งช่วยให้พนักงานแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างมั่นใจและมีประสิทธิภาพ

เทคโนโลยีที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีกว่าสำหรับทุกคน 

ที่บูธของซีเมนส์ภายใน North Hall ของ Las Vegas Convention Center ซีเมนส์ได้นำเสนอเทคโนโลยีที่เปลี่ยนชีวิตประจำวันของผู้คนให้ดียิ่งขึ้น ผ่านการจัดแสดงโซลูชันจากซีเมนส์และลูกค้า ทั้งด้านการออกแบบ การจำลอง ระบบอัตโนมัติ AI และ Digital Twin:

  • PepsiCo: กำลังเดินหน้าพัฒนาการดำเนินงานทั่วโลกให้ทันสมัยเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องด้วยความรวดเร็วและยืดหยุ่นยิ่งขึ้นโดยร่วมมือกับซีเมนส์ในการยกระดับกระบวนการผลิตและคลังสินค้าเข้าสู่ระบบดิจิทัลช่วยให้เกิดนวัตกรรมที่รวดเร็วขึ้นการผลิตมีความคล่องตัวและการตัดสินใจในห่วงโซ่อุปทานเป็นไปอย่างชาญฉลาดยิ่งขึ้น
  • Commonwealth Fusion Systems (CFS):กำลังบุกเบิกอนาคตของพลังงานสะอาดด้วยพลังงานฟิวชันเชิงพาณิชย์ท่ามกลางความท้าทายในการสร้างอุตสาหกรรมใหม่CFS วางใจให้ซีเมนส์ร่วมสร้างโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลที่ครอบคลุมเพื่อเร่งการออกแบบและการผลิตแหล่งพลังงานที่สะอาดปลอดภัยและแทบไร้ขีดจำกัดนี้ 
  • Haddy: กำลังพลิกโฉมการผลิตด้วยเทคโนโลยีการพิมพ์3มิติที่ขับเคลื่อนด้วยAIและโรงงานขนาดเล็กในท้องถิ่น (Localized Micro Factories) ที่อยู่ใกล้ลูกค้าและสามารถผลิตสินค้าคุณภาพสูงเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้ถึงมือลูกค้าได้รวดเร็วพร้อมก้าวข้ามความท้าทายเรื่องความคล่องตัวในการผลิตความยั่งยืนและความไม่แน่นอนของห่วงโซ่อุปทานHaddy จึงร่วมมือกับซีเมนส์เพื่อปรับกระบวนการออกแบบเพิ่มประสิทธิผลของการดำเนินงานและขยายธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ซีเมนส์ได้เปิดตัวeXplore Tour Mobile Experience สำหรับประสบการณ์การเรียนรู้แบบอินเทอร์แอคทีฟด้านระบบอัตโนมัติทางอุตสาหกรรม (Industrial Automation) บนรถบรรทุก18ล้อที่ไฮไลต์การผสานเทคโนโลยีต่างๆของซีเมนส์ในการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องและปลดล็อกระดับใหม่ของประสิทธิภาพซึ่งหลังจบงานCESรถโมบายล์คันนี้จะออกเดินทางทัวร์ไปทั่วสหรัฐอเมริกาโดยมีจุดแวะสำคัญอาทิที่งานRealize LIVEในดีทรอยต์และงานAutomateในชิคาโก

เป็นครั้งแรกที่ซีเมนส์จัดแสดงประสบการณ์ด้านยานยนต์ไร้คนขับ (Autonomous Vehicle Experience) โดยไฮไลท์อยู่ที่เทคโนโลยี PAVE360 Automotive ซึ่งเป็น Digital Twin ในระดับระบบ (System-Level) ที่ช่วยเร่งการพัฒนายานยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยซอฟต์แวร์  (Software-Defined Vehicles) ภายในบูธยังมีการสาธิตการทำงานของเทคโนโลยีนี้ร่วมกับรถยนต์จริงที่ขับเคลื่อนแบบอัตโนมัติภายใต้สภาพแวดล้อมเสมือนจริงแบบเต็มรูปแบบ

สามารถรับชมบันทึกย้อนหลังการปาฐกถาพิเศษของซีเมนส์ผ่านช่องทางLinkedIn

เกี่ยวกับซีเมนส์

ซีเมนส์เอจี (เบอร์ลินและมิวนิค) เป็นบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ ทางด้านอุตสาหกรรม โครงสร้างพื้นฐาน การคมนาคมขนส่ง และการดูแลสุขภาพ บริษัทฯมีความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์เทคโนโลยีที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นให้กับชีวิตผู้คนในทุกๆวัน ซีเมนส์สนับสนุนลูกค้าของเราในการเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและความยั่งยืนด้วยการผสานโลกจริงและโลกดิจิทัลเข้าด้วยกัน ทำให้โรงงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น เมืองน่าอยู่มากขึ้น และระบบการขนส่งยั่งยืนยิ่งขึ้น ในฐานะผู้นำด้าน AI สำหรับภาคอุตสาหกรรม ซีเมนส์ได้ผสานความเชี่ยวชาญเชิงลึกด้านอุตสาหกรรมกับเทคโนโลยี AI รวมถึง Generative AI เพื่อสร้างการใช้งานจริงที่เป็นรูปธรรม ทำให้ AI เข้าถึงได้ง่ายและสร้างคุณค่าให้กับลูกค้าในทุกภาคอุตสาหกรรม ซีเมนส์เป็นผู้ถือหุ้นหลักในซีเมนส์ เฮลทิเนียร์ส ผู้บุกเบิกความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีทางการแพทย์ ในปีงบประมาณ 2568 ซึ่งสิ้นสุดเมื่อ 30 กันยายน 2568 กลุ่มธุรกิจของซีเมนส์สร้างรายได้ 78.9 พันล้านยูโร และมีผลกำไร 10.4 พันล้านยูโร ซีเมนส์มีพนักงานประมาณ 318,000 คนทั่วโลกบนพื้นฐานของการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่http://www.siemens.com